Tuesday, April 12, 2005

วิธีดำเนินการ KM ที่น่าชื่นชมของเครือข่าย UKM

8 เม.ย.48
วิจารณ์ พานิช

UKM คือเครือข่ายจัดการความรู้ในมหาวิทยาลัย (www.ukm.mahidol.ac.th) สมาชิก 5 มหาวิทยาลัยมาประชุมกันที่ มอ. หาดใหญ่ เมื่อวันที่ 25 มี.ค.48 เพื่อเล่าสู่กันฟังว่าสมาชิกได้ดำเนินการ KM อย่างไรบ้างหลังจากการประชุมปฏิบัติการบ้านผู้หว่านเมื่อวันที่ 24 – 26 ธ.ค.47 เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีดำเนินการจัดการความรู้ ผมจะขอยกวิธีดำเนินการที่ผมเห็นว่าน่าจะเป็นวิธีการที่ดี จะนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาคุณภาพงาน คุณภาพคน และความเป็นองค์กรเรียนรู้

(1) การดำเนินการค้นหา CoP และ Best Practices ที่เกิดขึ้นเองในมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ดำเนินการโดย ผศ. ดร. ฉัตรเฉลิม อิศรางกูร ณ อยุธยา และคณะ และดำเนินการส่งเสริมให้เกิด Knowledge Sharing ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น CoP ที่น่าสนใจคือ CoP ที่ศิริราช (www.si.mahidol.ac.th)
(2) โครงสร้างองค์กรด้านการจัดการความรู้ของ ม.มหิดล, มน. และ มอ. น่าสนใจทั้ง 3 แห่ง โดยที่แต่ละแห่งมีรูปแบบต่างกัน มีจุดแข็งคนละแบบ ใครสนใจโปรดเข้าไปดูใน website ของมหาวิทยาลัยทั้ง 3 นะครับ หรือที่ website ของ UKM : www.ukm.mahidol.ac.th
(3) กิจกรรม KM ที่ มอ. เข้มแข็งมากที่คณะแพทยศาสตร์ ดูได้ที่ http://medinfo.psu.ac.th/KM/km.html คณะแพทยศาสตร์เพิ่งจัด Knowledge Sharing Day ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 24 มี.ค.48
(4) ตัวอย่าง CoP ที่เกิดขึ้นเองโดยไม่รู้จัก KM มาก่อนคือ CoP Opensource นำโดยคุณวิภัทร ศรุติพรหม : http://opensource.psu.ac.th คุณวิภัทรสามารถเล่าเรื่องแบบ Storytelling เรื่องการก่อกำเนิดและเติบโตของ CoP นี้ได้อย่างน่าประทับใจ และเอามาอธิบายหลักการของ CoP ได้ดีมาก เห็นได้ชัดเจนว่า CoP นี้เดินเรื่องด้วยความคิดเชิงบวก คือจัดให้คนที่มีความรู้เด่นแต่ละด้านมาเล่าให้เพื่อนฟัง และมีระบบ IT ให้ถาม – ตอบกันได้


ผมมีข้อสังเกตเพื่อให้เกิด KM ที่เกิดประโยชน์จริง ๆ 2 ข้อ คือเรื่องการมีโครงสร้าง KM กับการทำให้เกิดกิจกรรม KM จริง ๆ

(1) โครงสร้างระบบ KM โครงสร้างของระบบ KM ต้องเป็นโครงสร้างที่แนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกันกับระบบบริหารและระบบงานขององค์กร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง KM เป็นกิจกรรมที่บูรณาการอยู่กับระบบบริหารและงานประจำ โดยที่ “หัวปลา” ของ KM ต้องเป็นเรื่องเดียวกัน หรือตอบสนอง “หัวปลา” ของมหาวิทยาลัย

จุดอ่อนของการดำเนินการ KM ที่เป็น “จุดตาย” ที่สุด คือไม่มี “หัวปลา” หรือ “หัวปลา” ไม่ชัด ผู้บริหารสูงสุดไม่ได้เป็นเจ้าของ “หัวปลา” ผู้บริหารส่วนใหญ่ในองค์กรไม่ได้ร่วมเป็นเจ้าของ “หัวปลา”

เมื่อไรก็ตามที่มีการ “นำเข้า” KM เข้ามาเป็น “ของเล่น” ด้านการบริหารอีกชิ้นหนึ่งของคนบางคน บางกลุ่ม และคนส่วนใหญ่ในองค์กรมองว่าเป็น “ภาระ” ชิ้นใหม่ KM นั้นก็จะไม่โต และเฉาตายไปในที่สุด หรือมิฉะนั้นก็มี KM แต่ชื่อ

(2) วิธีการทำให้เกิด KM จริง ๆ ยุทธศาสตร์ที่น่าจะดีที่สุดคือ
· เน้นที่กิจกรรมจริง ๆ อย่าเน้นที่ชื่อ KM คือเน้นกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และบันทึกขุมความรู้ สังเคราะห์ออกมาเป็น CC (Core Competence หรือ “องค์ความรู้หลัก”) เพื่อการบรรลุ “หัวปลา”
· ดำเนินการภายใต้แนวคิด “พวกเรามีความรู้” เราจะเอาความรู้ที่มีอยู่ (เพื่อการบรรลุ “หัวปลา”) มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ความรู้ที่มีอยู่อยู่ในกลุ่มคนที่ทำงานบรรลุผลสำเร็จอย่างน่าภูมิใจ (Best Practices) เมื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันจนเริ่มเกิดความเป็น “ชุมชน” ก็ขับเคลื่อนสู่ความเป็น CoP
· พร้อมกันนั้น ก็ร่วมกันวางแผน (โดย “คุณกิจ” เป็นตัวเอก) “ดูด” ความรู้จากภายนอกมาใช้งานเพื่อการบรรลุ “หัวปลา” โดยเน้นที่ความรู้ชนิดฝังลึก ไม่ชัดเจน (Tacit Knowledge)
· ภายในระยะเวลาสั้น ๆ (2 – 3 เดือน) ดำเนินการวัด “หัวปลา” ดูว่ามีการขยับเขยื้อน มีการบรรลุผลงานที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง

มหาวิทยาลัยเป็นองค์กรหลักองค์กรหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมสู่ Knowledge – based
Society หากมหาวิทยาลัยมีความาสามารถพัฒนาคุณภาพของตนเองได้โดยใช้ KM เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง มหาวิทยาลัยก็จะพัฒนาเป็น “องค์กรเรียนรู้” (Learning Organization) หากมหาวิทยาลัยไทยไม่เป็นองค์กรเรียนรู้ สังคมไทยจะเป็นสังคมที่ใช้ความรู้เป็นฐานและสังคมเรียนรู้ได้อย่างไร
วิจารณ์ พานิช
26 มี.ค.48 โรงแรมบีพี สมิหลา สงขลา

Tuesday, March 22, 2005

การจัดการความรู้กับซึนามิ

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อนุชาติ พวงสำลี
คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา


ในโอกาสที่ได้มีการลงนามความร่วมมือด้านการจัดการความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย ๕ แห่ง และสถาบันการจัดการความรู้เพื่อสังคม(สคส.) และได้จัดให้มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ "การจัดการความรู้" ขึ้นในระหว่างวันที่ ๒๔-๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ นั้น ผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับมอบหมายจากคุณหมอวิจารณ์ พานิช ให้ช่วยเขียนบทความ สั้น ๆ เพื่อสะท้อนมุมมองและแง่คิดการการเข้าร่วมสัมมนาดังกล่าว
แต่เดิมได้วางแนวทางเอาไว้ว่าจะเขียนถึงกระบวนการและข้อสังเกตจากความรู้ที่ได้รับอย่างมากมายในการเข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้ เพราะถือว่าเป็นการสัมมนาที่สามารถช่วยเปิดโลกทัศน์และมุมมองให้กับผู้เขียนเป็นอย่างมาก วิทยากร กระบวนการทั้ง ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด และคุณหมอวิจารณ์ พานิช เองนั้น นับว่ามีความสามารถและทุ่มเทให้กับการสัมมนาในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับเพื่อน ๆ นักวิชาการและผู้บริหารของงมหาวิทยาลัย ทั้ง 5 แห่งที่เข้าร่วมการสัมมนาก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความความสามารถ และช่วยกันทำให้การสัมมนาครั้งนี้ เต็มไปด้วยความมีชีวิตีชีวาและเสริมการเรียนรู้ร่วม กันได้เป็นอย่างมาก
แต่พอการสัมมนาสิ้นสุดลง ก็กลับได้รับข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับ ๖ จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยและอีกหลายประเทศในภูมิภาค อันเกิดจากคลื่นยักษ์สึนามิที่คร่าชีวิตผู้คน และความบาดเจ็บนับเป็นจำนวนหลายแสนคน ผู้เขียนเองมิได้เข้าไปเกี่ยวข้องในส่วนที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหลาย แต่ทว่าผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิในครั้งนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ทางทางธรรมชาติที่คาดว่าจะส่งผล ต่อระบบนิเวศทั้งในทะเล ระบบนิเวศชายฝั่ง และระบบนิเวศ น้ำจีดอย่างมากมาย ดังนั้น ผลกระทบและแนวทางการฟื้นฟูทั้งใน ระยะสั้น กลาง และระยะยาวจึงเป็นสิ่งที่ผู้เขียนเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยจัดให้มีการหารือกันในหมู่นักวิชาการ นักศึกษาของคณะ ตลอดจนการประสานงานร่วมกับสถาบันการศึกษา และหน่วยราชการต่างๆเพื่อประสานการทำงานร่วมกันต่อไป

การบ้านที่ได้รับมอบหมายจากคุณหมอวิจารณ์ จึงเริ่มถูกหักเหจากความตั้งใจเดิมมาเป็นการเชื่อมโยงเรื่องการจัดการความรู้กับนึนามิแทน
ทำไม
นอกจากความเร่งด่วนของสถานการณ์และผลกระทบที่มีความกว้างขวางอย่างมากนั้น ผู้เขียน (ในฐานะนักเรียนน้อยของ ดร.ประพนธ์) ก็ได้ฉุกคิดว่า แนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศ จากผลกระทบของคลื่นยักษ์สึนามิ นั้น จะดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูแบบที่ใช้วิธีคิดแบบเดิม ๆ วิธีการแบบเดิมๆ ที่มี ีปัญหาก็เฮละโล เข้าไปช่วยเหลือกันอย่างสุดเหวี่ยง ตามนิสัยจิตใจดีของคนไทยอย่างที่ผ่านๆกันทุกคราว ที่เรามีภัยพิบัติ แต่พอหลังจากนั้นอีกไม่นานก็กลับเข้าสู่ภาวะเดิมๆ อีกทุกครั้ง จนหลายคนบอกว่า คนไทยลืมง่าย ซึ่งก็แปลได้อีกอย่างหนึ่ง ว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ขาดการเรียนรู้หรือการจัดการความรู้นั่นเอง..ใช่หรือไม่ ดังนั้นผู้เขียนจึงเริ่มเห็นว่าคงเป็นความจำเป็นที่จะต้องอาศัย "กระบวนการจัดการความรู้" เข้ามาเป็น "หนทาง" หรือ "แนวทาง"ที่สำคัญใน การทำงานฟื้นฟูระบบนิเวศจากผลกระทบของคลื่นยักษ์สึนามิในโอกาสนี้
การนำเสนอต่อไปนี้ จึงนับเป็นบททดลองทางความคิดที่อยากจะชักชวนให้ผู้รู้ทั้งหลายได้ช่วยกันมาเติมเต็มอย่างน้อยก็เพิ่อให้ชุมชนทางวิชาการของพวกเรามีทางเลือกได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเก่าอีกเล็กน้อย
"หัวใจ หรือหลักการสำคัญ" ของ "การจัดการความรู้" ที่ได้เรียนรู้มาและตีความเอาเองนั้น ประกอบด้วยอย่างน้อย 2-3 ประการ อาทิ เป้าหมายหรือทิศทางที่แจ่มชัดร่วมกัน กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง (โดยมีผู้เอื้ออำนวยประสานงานที่ดี) และการพัฒนาคลังความรู้ ตลอดจนเครือข่าย
ทีนี้ เราจะนำเอา "หัวใจ" ของการจัดการความรู้นี้ มาประยุกต์ใช้กับกระยวนการฟื้นฟูระบบนิเวศจากผลกระทบของคลื่นยักษ์สึนามิในครั้งนี้ได้อย่างไร
เป้าหมายหรือทิศทางที่แจ่มชัดร่วมกัน เพียงระยะเวลาไม่กี่วันนับจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เริ่มมีกระแสที่อยากจะรีบฟื้นฟูให้สภาพชายหาดและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆได้กลับสภาพมาดังเดิมทั้งจากภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องทางภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการทั้งหลายความได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แต่การเร่งฟื้นฟู"ธุรกิจแหล่งท่องเที่ยว"เช่นเดิมๆทั้งรูปแบบและเนื้อหานั้น จะคือคำตอบในระยะยาวหรือไม่นั้น ยังคงเป็นคำถามที่ต้องช่วยกันขบคิดอีกมาก จากมุมมองทางด้านนิเวศวิทยา เห็นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มีมากมาย เพราะที่ผ่านมาเราได้ใช ้และ "ข่มเหง" ธรรมชาติกันอย่างไม่บันยะบันยัง เราบุกรุกชายหาด ทะเล อย่างเกินกำลังขีดความสามารถของธรรมชาติที่จะรองรับไว้ได้ หากเราไม่ปลูกสร้างสิ่งก่อสร้าง ิรุกล้ำไปอย่างมากมาย และปล่อย ให้ผู้คนเข้าไป "เสพ" ทรัพยากรธรรมชาติกันอย่างไม่มีขีดจำกัด ความเสียหายก็อาจจะบรรเทากว่านี้
ตรงนี้ จึงเป็นคำถามต่อกระบวนการพัฒนาฟื้นฟูที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า เป้าหมายคืออะไร หากเป้าหมายคือเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและ เราก็คงจะมีวิธีการในกาจัดการความรู้แบบหนึ่ง แต่หากเราลองทบทวนเป้าหมายดังกล่าวและเติมเต็มในเรื่องข้อจำกัดทางธรรมชาติ การเรียนรู้ และอยู่ร่วมกับ ธรรมชาติอย่างนอบน้อม กระบวนการและการจัดการความรู้ก็คงต้องเปลี่ยนไปด้วย องค์ประกอบหรือปัจจัยที่จะบ่งบอกถึงความสำเร็จ หรือความยั่งยืนใน ระยะยาวก็คงจะต้องสะท้อน ในเรื่องนี้อย่างชัดเจน
กระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้ เรื่องนี้ก็นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การที่ประเทศไทยขาดระบบการเตือนภัยที่ดีนั้น อาจเกิดจากเหตุผล ๒ ประการ กล่าวคือเรื่องนี้เป็นเรื่องยากและใหม่เกินกว่าความรู้ของคนไทยหรืออาจเป็นเพราะสังคมไทยไม่อยากเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ผู้เขียนเห็นว่า เหตุผล อย่างหลังนั้น มีส่วนถูกอยู่ไม่น้อย เพราะแม้ว่าการเกิดคลื่นสึนามิในครั้งนี้นั้น นับเป็นครั้งแรกที่เกิดในประเทศไทย แต่ก็มิได้ไม่เคยเกิดที่อื่นใดมาก่อน เราน่าจะมีชุดความรู้อย่างมากมายในที่อื่นๆทั้งในเชิงการป้องกันและหลีกเลี่ยงผลกระทบที่รุนแรง
อีกประเด็นสำคัญที่เราเห็นในเรื่องของกระทวนการเรียรู้ในครั้งนี้คือ กระบวนการจัดการภัยพิบัติ นั้นคือ การจัดการภายหลังจากที่ภัยพิบัติได้เกิดขึ้น ้หากจะว่าไปประเทศไทยก็ได้เคยประสบกับภัยพิบัติขนาดไม่ใหญ่เท่าครั้งนี้มาพอสมควร เช่นที่ กระทูน น้ำก้อ และอื่นๆ คำถามคือ เราได้สร้างและเกิด กระบวนการเรียนรู้ในเชิงการจัดการในเรื่องนี้ในสังคมไทย มากน้อย เพียงใด ตรงนี้คงเป็นคำถามทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติไปพร้อมๆกัน
การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง ประเด็นนี้คงมิใช่แค่เรื่องของการร่วมด้วยช่วยกันและความเอื้ออาทรต่อผู้ประสบภัยเฉพาะหน้าเท่านั้น ซึ่งก็ ็เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าสังคมไทยของเรามี "ทุนทางสังคม" ในเรื่องนี้มากจริงๆ แต่ทุนทางสังคมนี้จะสามารถยกระดับไปสู่การสร้างจิตสำนึกที่ใหญ่ขึ้นอีกได้อย่างไร การสร้างจิตใจอาสาสมัคร สร้างให้เป็นวัฒนธรรมของสังคมได้อย่างไรที่เราจะยกย่องเชิดชูการทำงานเสียสละและเพื่อส่วนรวม
ในประเด็นการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องในการฟื้นฟูระบบนิเวศครั้งนี้ คงจะเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมากที่จะทำอย่างไรให้ผู้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย ได้มาเรียนรู้ร่วมกันบนเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน และไม่ต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ในกับดักทางเศรษฐกิจและความโลภเช่นเดิมๆอีกต่อไป หากบทบาทของ "คุณอำนวย" จะมีความหมายในกระบวนการเรียนรู้ในโอกาสนี้ ผู้เขียนคิดว่า "นักวิชาการ" และ "สถาบันการศึกษา" น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดของสังคม ขณะนี้ที่จะให้เกิดการดึง "ความรู้เบื้องลึก"(tacit knowledge) มาเรียนรู้แลกเปลี่ยนเป็นภูมิปัญญาชุมชนในการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ อย่างประสานสอดคล้อง ู่และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่าง "มีสติ" ต่อไป
การพัฒนาคลังความรู้ตลอดจนเครือข่ายการเรียนรู้ แม้จะเชื่อกันว่าคลื่นยักษ์สึนามิจะไม่กลับมาอีกในเวลานับสิบปี แต่การจัดการภัยพิบัติยังจะคงเป็นประเด็น สำคัญในสังคมไทยไปอีกยาวนาน การใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสในครั้งนี้คือการสร้างคลังความรู้และเครือข่ายการเรียนรู้ให้กว้างขวางในสังคมไทย ให้เข้าไปสู่กระบวนเข้าไปสู่กระบวนการเรียนรู้และการศึกษาในทุกระดับ และทั้งนี้ จะต้องเป็นความรู้ที่จะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง (actiobable knowledge) ดังข้อชี้แนะ ของคุณหมอวิจารณ์ที่กล่าวในที่จะชุมสัมมนาในครั้งนี้
ข้อคิดเห็นดังกล่าวข้างต้น เป็นเพียงความพยายามบางส่วนที่จะช่วยกันเติมเต็มในการประยุกต์ใช้ "การจัดการความรู้" ให้เป็นประโยชน์กับสังคมไทย ให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ใช้ทั้งความรู้และปัญญาอย่างมีสติ และขอจบบทความลงอย่างห้วนๆตรงนี้เลย

Monday, March 14, 2005

Monday, February 28, 2005

Passion Plan

ธวัช หมัดเต๊ะ : สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

ช่วงท้ายของการสัมมนาเครือข่ายการจัดการความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย (UKM) “แผนแห่งแรงฉันทะ” (Passion Plan) ของสมาชิกเครือข่ายแต่ละท่านได้ถูกเรียบเรียงขึ้น โดยไร้กรอบกติตา ไร้กฎเกณฑ์อย่างแผนงานทั่วๆไป แต่เป็นแผนในใจของที่แต่ละท่านต่างแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะนำสิ่งที่ได้จากการสัมมนาติดไม้ติดมือกลับไปขยายผลยังมหาวิทยาลัยที่ตนสังกัด แน่นอนครับสิ่งมุ่งมั่นดีๆ เหล่านี้ ไม่มีใครบังคับว่าจะต้องทำให้เกิดขึ้นจริง หรือต้องทำอย่างไร และอีกเช่นกันคงไม่มีใครคาดหวังว่าทุกๆ แผนแห่งแรงฉันทะเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงในทันทีทันใดหลังจากการสัมมนาเสร็จสิ้น การจัดการความรู้นั้น จะไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด หากมองเพียงว่าได้ทำไปเพื่อที่จะได้ชื่อว่า องค์กรของตนนั้นได้ทำ KM แล้ว ตรงกันข้าม KM ที่ดี ที่ปรากฏเป็นประจักษ์ให้เราได้เห็นมาบ้างแล้วนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มต้นจากวงเล็กๆ เริ่มจากคนที่มีใจมุ่งมั่นคล้ายๆกันเพียงไม่กี่คน แต่แรงแห่งฉันทะหาได้เล็กเท่ากับจำนวนของคนที่ร่วมมือร่วมใจกันไม่ อีกทั้งเพียรทำเป็นระยะเวลาหนึ่งและมีการเรียนรู้ต่อยอดอย่างไม่หยุดยั้งจนกระทั่งคนรอบข้างรู้สึกถึงพลังเหล่านั้น เกิดการยอมรับขยายวงใหญ่ขึ้น และแพร่กระจายไปทั่วทั้งองค์กร หรือชุมชนในบริเวณนั้น
อุปสรรคประการหนึ่งของการจัดการความรู้ในองค์กรที่พบเห็นบ่อยมาก คือ การที่คนในองค์กรเข้าใจว่า การทำ KM นั้นจะต้องเข้าใจเจ้าตัว KM เป็นอย่างดีเสียก่อนจึงจะเริ่มต้นได้ มองว่าเจ้าตัว KM นั้นต้องมีรูปแบบ กฎเกณฑ์ หรือมีหน้าตาที่ตายตัว (fix figure) เป็นสูตรสำเร็จเหมือนๆกัน นำมาใช้ได้กับทุกที่ทุกเวลาทุกสถานการณ์ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีองค์กรใด หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยใดที่จะมีบริบท (context) ที่เหมือนกันเลย ดังนั้นจำเป็นต้องทำความเข้าใจบริบทของตน หรือเรียนรู้จริตของคนในองค์กรให้ลึกซึ้งเสียก่อน และเมื่อนั้นหล่ะจะพบคำตอบสุดท้ายว่ารูปแบบของ KM ควรจะเป็นเช่นไร หากย้อนไปคงจำ “ถุงกอล์ฟ” ของอาจารย์ประพนธ์กันได้นะครับ หากเจอสภาพสนามที่ต่างกัน ก็คงต้องเลือกไม้ที่ต่างกัน หากออกรอบมากเท่าไรความรู้เชิงปฏิบัติก็จะเกิดขึ้นมากเท่านั้น แต่มีข้อแม้ว่านักกอล์ฟคนนั้นจะต้องเป็นคนที่เรียนรู้อยู่เสมอนะครับ
เกริ่นอารัมภบทเสียยืดยาว วกกลับมาที่ Passion Plan ของสมาชิกเครือข่าย UKM เสียที เนื่องด้วย passion plan ที่รวบรวมได้นั้นค่อนข้างเยอะครับ จึงจำเป็นต้องย่อยให้สั้นลง พอเห็นเป็นสังเขป แต่ต้นฉบับดั้งเดิมนั้นได้ส่งให้กับสมาชิกเครือข่าย UKM ทุกท่านเช่นกันครับ หากท่านใดต้องการอ่านต้นฉบับเดิมติดต่อขอได้ที่สมาชิก UKM ที่เข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้ได้ครับ เอาหล่ะครับลองมาดูกันว่า แต่ละมหาวิทยาลัยมี passion plan อย่างไรกันบ้าง
เริ่มกันที่ มหาวิทยาลัยนเรศวร ถึงขณะนี้แผนงานที่จะปั้น CKO (Chief Knowledge Officer) และ ”คุณอำนวย” (Knowledge Facilitator) ขึ้นมาจำนวนหนึ่งและตั้งใจว่าจะขยายจำนวนออกไปอีกให้ครบทุกคณะ ทุกส่วนงาน ค้นหา best practice ภายในมหาวิทยาลัย และทำการ benchmark ระหว่างคณะ หรือหน่วยงานต่างๆภายในกันเอง โดยใช้เครื่องมือตารางแห่งอิสรภาพ และธารปัญญา และให้น้ำหนักไปที่ การพัฒนาคุณภาพงาน บางท่านวางแผนคร่าวๆ ว่าจะขยายแนวคิดโดยสร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างหัวหน้างานอย่างเป็นทางการทั้งภายในและข้ามคณะ โดยใช้เรื่องเล่าความสำเร็จเป็นตัวเดินเรื่อง ในขณะที่บางสาขาอาชีพ เช่น วิชาชีพรังสีเทคนิค มีแผนที่จะสร้างเครือข่ายในเขตภาคเหนือตอนล่าง โดยใช้เวทีการประชุมวิชาการเป็นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือบางท่านแสดงแรงปรารถนาที่จะนำ KM ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน เกิดการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยและจากทั้งชุมชน บางท่านคาดว่าจะไปจัดระเบียบองค์ความรู้ของตนที่มีอยู่ก่อนแล้วเป็นการเบื้องต้น เพื่อให้เข้าถึงได้ง่าย สะดวก และทุกคนเข้าถึงได้ บางท่านเกิดแนวความคิดที่จะสร้างเวที “เสวนาวิชาการเที่ยงวัน” ให้ผู้แทนแต่ละคณะได้มาพบปะรับประทานอาหารร่วมกัน นำเรื่องเล่าที่ประสบความสำเร็จมาเล่าสู่กันฟัง และรวบรวมเป็นคลังความรู้ให้อยู่ในรูปแบบเอกสารเผยแพร่ในเครื่องมือ ICT ต่อไป บางท่านก็จะเริ่มด้วยวงเล็กๆ ภายในแผนกของตน โดยเล่าเรื่องราวของการสัมมนาครั้งนี้ แล้วค่อยๆขยายไปยังการทำคลังความรู้การประกันคุณภาพของภาควิชาต่างๆ
มาดูที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กันบ้าง เรื่องเล่า เร้าพลัง ดูเหมือนจะเป็นเครื่องมือที่หลายท่านคาดว่าจะนำไปใช้ผ่านกระบวนการเวทีต่างๆ เช่น คณะใดที่มีผลงานเยี่ยม (best practice) หรือในวงเล็กๆ ของแผนกหนึ่งแผนกใด สร้างโอกาสให้ได้มาเล่าเรื่องที่ประสบความสำเร็จแลกเปลี่ยนข้ามสายงาน และจะทำเป็นประจำจนกลายเป็นวัฒนธรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใน จะเสริมแรงจูงใจเป็นขวัญกำลังใจให้แก่คนทำงานด้วยการมอบรางวัล ส่วนเรื่องเล่าที่นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้คาดว่าจะจัดทำเป็นคลังความรู้เผยแพร่ในระบบ ICT ต่อไป และจะมีการผลักดันเรื่องเล่านี้ให้ถึงระดับคณบดีหรือผู้บริหารของมหาวิทยาลัย เพื่อออกนโยบายที่เอื้อต่อการจัดการความรู้ให้เกิดในทุกระดับ
ส่วน มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นแม่งานครั้งนี้ ก็มีแผนเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับคณะไปจนถึงหน่วยงานย่อย จัดเก็บข้อมูลให้เป็นระบบในรูปแบบ E-File ปรับแผนกลยุทธ์ของคณะให้สอดคล้องกับรูปแบบ KM มากยิ่งขึ้น จัดประชาคมมหิดลเรื่อง “นโยบายพัฒนาคุณภาพและการจัดการความรู้” ขยายวง KM โดยจัด workshop ทั้ง track A และ B สร้าง Knowledge Asset ของการพัฒนาคุณภาพมหาวิทยาลัย โน้มน้าวผู้บริหาร ตลอดไปจนถึงขยายไปยังการเรียนการสอนให้แก่นิสิตนักศึกษา
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งมีสมาชิกบางเป็นท่านคู่แข่ง “คุณอำนวย” ในวงสัมมนา KM เรียกกันติดปากว่า “คุณจุ๊น” มีแผนที่จะทำ KM ในหลากหลายระดับ ภายในมหาวิทยาลัยเอง เชื่อมโยงในระดับข้ามมหาวิทยาลัย อีกทั้งเชื่อมโยงกับงานนอกมหาวิทยาลัยอีกด้วย โดยจะจัดตั้งทีมงานรับผิดชอบในระดับต่างๆ โดยเฉพาะ”โครงการบูรณาการบริการวิชาการทางสังคม” คาดว่าจะกลับไปขัดสีฉวีวรรณตัวเองให้เกิดการบูรณาการความรู้จริงๆ เสียที ทั้งยังมีแผนที่จะปรับ KM เข้ากับกิจกรรมการเรียนการสอนของแต่ละคณะอีกด้วย
ขยับไปอีกประมาณ 70 กิโลเมตรจากขอนแก่น ก็จะเป็น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม น้องใหม่ไฟแรง ไม่แพ้มหาวิทยาลัยพี่ๆ ทั้งหลาย คาดว่าจะนำกระบวนการ KM ไปใช้กับการพัฒนาคุณของการเรียน การสอนในมหาวิทยาลัย จัดทำ Knowledge Asset ให้เป็นระบบมากขึ้น ทั้งยังคาดว่าจะนำไปพัฒนาคุณภาพการทำงานของบุคลากรในมหาวิทยาลัย จัดทำ ICT Clinic เผยแพร่สู่สาธารณะ สร้าง “ตักศิลาในเมืองไทย” เป็นเวทีสาธารณะให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงคลังความรู้ที่รวบรวมภูมิปัญญาของปราชญ์ในเมืองไทย นำ dialogue ไปใช้เดินเรื่องวิเคราะห์ตนเอง พัฒนาทีมงานให้เป็นบุคคลเรียนรู้มากขึ้น ครอบคลุมไปถึงนิสิต นักศึกษา ฝึกให้มี “การฟังแบบใหม่” เข้าใจคนอื่นมากขึ้น และอยากนำไปทดลองทำกับชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นชุมชนแห่งการเกื้อกูลความรู้มากขึ้น
เห็นได้ว่ามีประกาย idea พรั่งพรูออกมามากมายหลังจากการสัมมนา แต่การนำไปทำให้เกิดเป็นจริงขึ้นมานั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อสมาชิกเครือข่ายทุกคน ครานี้เอง เครือข่าย UKM จะพิสูจน์ให้รู้ว่า หมู่หรือจ่า ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพลังแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างมหาวิทยาลัยกันเอง ประหนึ่งราว Auto-Lube ที่ช่วยลดแรงเสียดทานของการทำงานตามลำพังอย่างเดิม อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีสมาชิกเครือข่ายคอยเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน เรียนรู้ร่วมกัน สานฝันต่อยอด ทอดสะพานสู่ “มหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้”

หมายเหตุ : บทความฉบับนี้ได้เรียบเรียงขึ้นจากข้อความบางส่วนของสมาชิก UKM เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547

เรื่องเล่าที่โดนใจ: ประสบการณ์จากนัก Opensource ตัวจริง

รศ.ดร. ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา : ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ได้บอกถึงพลังของเรื่องเล่าว่า เรื่องเล่าที่ดีคือเรื่องเล่าที่เร้าใจ คือสามารถกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดแรงบันดาลใจ หรือเกิดการเรียนรู้ภายใน และในกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้น การเล่าถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลว เป็นการเรียนรู้ที่ดี และการบันทึกเรื่องเล่าจะเป็นคลังความรู้ที่สำคัญอย่างหนึ่ง
ในการสัมมนาเรื่องการจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 24-26 ธันวาคม 2547 ที่บ้านผู้หว่าน จังหวัดนครปฐมนั้น ดิฉันได้มีโอกาสฟังเรื่องเล่าที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ และได้เห็นถึงพลังของการฟังประสบการณ์จากตัวจริงเสียงจริงว่าเป็นประโยชน์อย่างไร
ดิฉันเป็นผู้บริหารใหม่ที่มีความต้องการอยู่ในใจที่จะทำให้เกิดการจัดการความรู้ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งดิฉันเป็นผู้อำนวยการอยู่ แต่ยังมองไม่เห็นวิธีการที่ง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน เป็นรูปธรรมที่จะนำมาปฏิบัติได้ เมื่อได้รับมอบหมายให้มาเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ ก็หวังว่าจะได้รับแนวคิดจากวิทยากรเพื่อนำมาปรับใช้ในสถาบันฯได้บ้าง แต่วิธีการของวิทยากรคือ ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ไม่ได้มาบอก ”วิธีการ” ของการจัดการความรู้ หากแต่บอกเล่าถึง “หลักการ” และใช้วิธีให้สมาชิกกลุ่มซึ่งมาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เล่าประสบการณ์ของตนเอง ตามหัวข้อที่วิทยากรกำหนด วิธีการนี้ทำให้แต่ละคนต้องคิดและเล่าเรื่องของตัวเอง หรือความคิดของตัวเองให้สมาชิกกลุ่มฟัง โดยหลักการหนึ่งที่วิทยากรให้เราปฏิบัติคือการ “ฟังอย่างตั้งใจ” และ “แขวนลอย” สิ่งที่ไม่เห็นด้วย เมื่อฟังเรื่องหรือความคิดของคนอื่น และหาความคิดร่วมของกลุ่ม
สมาชิกกลุ่มของดิฉันมาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งแต่ละคนมีประสบการณ์ดีๆมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งทำให้ดิฉันได้มุมมอง และวิธีการจัดการความรู้รูปแบบต่างๆที่น่าสนใจมากมาย แต่มีกรณีหนึ่งที่ดิฉันรู้สึกว่ามีพลังสำหรับดิฉันมากเป็นพิเศษ คือการจัดการความรู้ของคุณวิภัทร ศรุติพรหม วิศวกรชำนาญการ 8 จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ในวันที่สองของการสัมมนาซึ่งวิทยากรมอบหมายให้แต่ละกลุ่มคิดเป้าหมายของการจัดการความรู้ว่าทำไปเพื่ออะไร หรือคือส่วนที่เป็นหัวปลาในทฤษฎีปลาทูของอาจารย์ประพันธ์ แต่ละคนก็แสดงความคิดเห็นของตัวเองว่าอยากจะจัดการความรู้ไปเพื่ออะไร แต่คุณวิภัทรบอกว่า “ผมไม่รู้ว่าต้องการอะไร ผมบอกได้แต่ว่าผมทำอะไรบ้าง” เมื่อคุณวิภัทรเริ่มเล่า เราทุกคนในกลุ่มก็ตกลงร่วมกันโดยฉันทามติแบบรู้กันโดยไม่ต้องมีการลงคะแนนว่านี่คือเรื่องที่กลุ่มจะนำเสนอให้ที่ประชุมฟัง
เรื่องของคุณวิภัทรคือการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้ opensource หรือโปรแกรมสำเร็จรูปที่ให้ใช้ได้ฟรี โดยเริ่มจากความสนใจส่วนตัวที่ต้องการให้การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปฟรีแพร่หลายมากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับคนที่ไม่สามารถซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปราคาแพงเช่น Microsoft ได้ และคุณวิภัทรกลัวว่าความรู้เรื่องการใช้โปรแกรมนี้จะสูญไป จึงได้จัดทำเนื้อหาของวิธีการใช้โปรแกรม Linux ขึ้น เน้นเนื้อหาให้ใช้ได้ง่าย และทำ website เผยแพร่ โดยคุณวิภัทรเป็นผู้ดูแล website ด้วยตนเอง และได้ชักชวนคนที่สนใจ 4-5 คน มาประชุมร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อมูลต่อกัน จนกระทั่งต่อมาได้ชักชวนภาคีจากมหาวิทยาลัยอื่นๆที่สนใจเรื่องเดียวกันตั้งเป็นสมาพันธ์ opensource แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการรวมตัวกันแบบหลวมๆ ไม่ได้มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการมากนัก แต่พลังของสมาพันธ์ซึ่งถึงแม้จะรวมตัวกันหลวมๆก็มีมากพอที่จะทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft สะเทือนได้อย่างไม่รู้ตัวนัก
เมื่อรัฐบาลไทยมีนโยบายคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร และจำเป็นต้องซื้อโปรแกรม Microsoft ราคาประมาณ 30,000 บาทต่อเครื่อง รัฐบาลจึงได้พยายามต่อรองราคาให้ลดเหลือ 3,000 บาทเพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์ได้ทั่วถึงขึ้น บริษัทได้ปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าจำเป็นต้องรักษาระดับราคาสากลไว้ให้เท่ากันทั่วโลก คุณวิภัทรบอกว่า ณ ขณะนั้นข้อมูลเรื่องการใช้ Linux ของสมาพันธ์ฯมีพร้อมอยู่แล้ว จึงเสนอให้ใช้โปรแกรมฟรีแทนการเสียเงินให้บริษัท Microsoft เมื่อรัฐบาลเห็นดีด้วยและมีนโยบายใช้ Linux กับคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร บริษัท Microsoft ได้ติดต่อยอมลดราคาให้เหลือเพียง 1,450 บาท จากที่ไม่ยอมลดให้ในตอนแรก ทำให้เห็นว่าการที่มีทางเลือกในการใช้โปรแกรมสำเร็จรูป มีอำนาจต่อรองได้อย่างไม่น่าเชื่อ จากจุดนี้ยิ่งทำให้คุณวิภัทรมีกำลังใจที่จะเดินหน้าต่อไป ขณะนี้คุณวิภัทรได้ตั้งชมรม Opensource ขึ้นในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีสมาชิกประมาณ 100 คนแล้ว และมีการจัดสัมมนาทุกเดือนเพื่อให้ข้อมูลความรู้ทันสมัยอยู่เสมอ
หลักการในการทำงานของคุณวิภัทรเพื่อให้คนอยากใช้ Linux คือต้องให้ทำง่าย ข้อมูลต้องทันสมัย และทุกคำถามมีคำตอบ ซึ่งหมายถึงว่าเมื่อใครมีปัญหาในการใช้ สามารถจะ email มาถามคุณวิภัทรได้ตลอดเวลา และคุณวิภัทรจะพยายามหาคำตอบให้ทุกคำถาม ถ้าหากตอบเองไม่ได้ ก็จะหาคนที่สามารถตอบได้มาให้
จากเรื่องเล่าเรื่องนี้ทำให้ดิฉันได้มองเห็นความมุ่งมั่น ความเสียสละ และการทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมของคุณวิภัทร ได้เห็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ที่ทำได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากกลุ่มผู้สนใจก่อน แล้วค่อยขยายวงกว้างออกไป ใช้สิ่งจูงใจให้คนสนใจใช้ Linux เช่นให้นักศึกษาพิมพ์งานได้ฟรี 20 หน้าต่อเดือนต่อคน หากใช้ Linux เป็นต้น ตั้งก๊วนกาแฟในที่ทำงานตอนบ่ายสามทุกวัน เพื่อให้มีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างไม่เป็นทางการ สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างเกิดได้ในทุกที่ ดิฉันจึงได้เห็นว่าการจัดการความรู้ ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบที่หรูหราอลังการ รูปแบบที่เรียบง่ายก็สามารถจัดการความรู้ได้อย่างมีพลังไม่แพ้กัน
ดิฉันได้รับแรงบันดาลใจจากคุณวิภัทรมาก และคิดว่าเมื่อกลับจากสัมมนาในครั้งนี้ จะนำรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งไปสร้างให้เกิดขึ้นในสถาบันฯบ้าง และหากมีปัญหา ก็คงจะได้คุณวิภัทรเป็นที่ปรึกษา ซึ่งดิฉันมั่นใจว่าจะได้รับคำแนะนำที่ดีตามนโยบายของคุณวิภัทรที่ว่า “ทุกคำถามมีคำตอบ”

คุณขอมา…บ้านผู้หว่าน

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรี เจียรนัยกูร ศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ฉันได้ยินเรื่อง KM ครั้งแรกเมื่อประมาณปลาย ปี 46 มีการจัดการสัมมนาในมหาวิทยาลัยขอนแก่น กระแสการตอบรับ KM ในช่วงนั้นไม่ฮือฮานักในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยภูธร มีบางเสียงพูดว่า “เอาอีกแล้ว จะให้ฝรั่งหลอกอะไรเราอีก แค่นี้ก็ทำกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว”
ต่อมาเมื่อได้มีโอกาสเข้าร่วมในศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยการชักชวนของผู้อำนวยการคนปัจจุบัน รองศาสตราจารย์นายแพทย์จิตเจริญ ไชยาคำ ท่านได้มอบหมายให้ฉันได้ต้อนรับ ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พาณิช ซึ่งในขณะนั้นท่านได้เดินทางมาชักชวนให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นทำ KM นั่นเป็นจุดแรกที่ฉันเริ่มสงสัยว่าศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ ซึ่งเป็นปูชนียบุคคลในวงการแพทย์มาเกี่ยวข้องอะไรกับ KM ด้วย นั่นเป็นการจุดประกายจุดแรกว่า KM เกี่ยวข้องอะไรกับงานที่เราทำ อย่างไรก็ตามได้มีโอกาสต้อนรับศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ อีกหลายครั้งในหลายเวที ที่ได้เรียนเชิญอาจารย์มาเล่าให้ฟังว่า KM เข้าไปเกี่ยวข้องกับทุกส่วนในภาคราชการได้อย่างไร ครั้งนั้นเป็นการจัดสัมมนา โดยเชิญผู้ที่ทำ KM มาบอกประสบการณ์ เช่น ครูบาคำเปี่ยม กลุ่ม KM ในการพัฒนาคุณภาพ โรงพยาบาลจากมหาวิทยาลัยนเรศวร การได้รับฟังวันนั้นเริ่มเปิดโลกทัศน์ของฉันให้กว้างขึ้นและยอมรับนิยามของการจัดการความรู้ว่ามีพลังและประโยชน์ขนาดไหน และได้โน้มน้าวเอา KM เข้ามาในจิตสำนึกได้ แต่ความรู้สึกเหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งกระตุ้น ซึ่งเมื่อหมดแรงกระตุ้นและอยู่ในกระแสของการทำงานซึ่งรุมเร้าและกัดกินมโนสำนึกเรื่อง KM ไปจนสิ้น
และต้องขอขอบคุณความอดทนของ “รองศาสตราจารย์นายแพทย์จิตเจริญ ไชยาคำ” ในที่สุดท่านก็ได้ชักชวนและหลอกล่อพรรคพวกจากศูนย์บริการวิชาการมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้จำนวนหนึ่งให้เข้ามาสัมมนาเครือข่ายการจัดการความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัยหรือ UKM ที่บ้านผู้หว่าน จ.นครปฐม ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 24-26ธันวาคม 2547 ในช่วงเวลานั้นเป็นสุดสัปดาห์ของเทศกาล ซึ่งครอบครัวของฉันได้วางแผนไปท่องเที่ยวทะเลแห่งหนึ่ง ( โชคดีที่ไม่ใช่แถวอันดามัน) ความรู้สึกแรกและต่อมาในใจฉันตลอดเวลาว่า ไม่อยากไปร่วมสัมมนาเลย มันคงเครียดน่าดูแทนที่จะได้ไปพักผ่อนกับครอบครัว ฉันกลับต้องถูกกักอยู่เป็นเวลา 3 วันเชียวหรือนี่ ความรู้สึกนี้ยังคงหลอกหลอนฉันอยู่จนกระทั่งในวันแรกที่เริ่มสัมมนา ก่อนเข้ากลุ่มมีการ Dialogue ในหัวข้อที่อ. ประพนธ์ วิทยากรผู้น่ารักของเรา ( ทุกคนคงเห็นด้วย) ตั้งว่าให้พวกเราพูดความคาดหวังจากการสัมมนาครั้งนี้ ฉันไชโยด้วยความดีใจที่จะได้ระบายความรู้สึกของตนเองด้วยความซื่อสัตย์ว่า “ฉันเสียดายเหลือเกินที่ไม่ได้ไปพักผ่อนชายทะเลกับครอบครัว” อย่างไรก็ตามฉันก็อดที่จะหยอดคำพูดที่ดูดีว่า ฉันก็คาดหวังที่จะได้รู้ให้กระจ่างซักทีว่าทำ KM ทำแล้วได้อะไร? .. ทำอย่างไร?..
แล้วจากเริ่มแรกที่ฉันเริ่ม count down เวลาที่เนิ่นนานเป็นนาที เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วเป็นชั่วโมง จนถึง 2 วันที่หลักสูตรผ่านไปจนแทบไม่รู้ตัว ฉันรู้สึกว่าตนเองได้มีสิ่งเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ความนึกคิดได้เติบโตขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ทำกลุ่มย่อยนั้นได้ร่วมกันทำบทเรียนจากความสำเร็จของคนในกลุ่ม สิ่งที่เก็บเกี่ยวได้ไม่ว่าจะเป็น การฝึก “Dialogue” การฟัง “เรื่องเล่าเร้าพลัง” จากความล้มเหลวหรือความสำเร็จ ทำให้ฉันรู้สึกน้ำตาคลอในวันสุดท้ายที่อาจารย์ประพนธ์ ให้ทุกคนเขียน Passion Plan นับเป็นการเริ่มต้นของการจบการสัมมนาที่สวยงามและสร้างไฟปรารถนาให้ทุกคนอยากจะลองกลับไปทำ KM ที่หน่วยงานของตน ความรู้สึกในวันสุดท้ายนี้ ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงกับวันแรก ฉันคิดว่าเป็นโชควาสนาเหลือเกินที่ได้มีโอกาสเปิดความคิด จุดประกาย เกี่ยวกับการจัดการความรู้ ฉันเชื่อเหลือเกินว่าในขณะที่ทุกคนได้เสียสละเวลาของสุดสัปดาห์มาร่วมกันสัมมนานี้ ทุกท่านจะได้สิ่งที่คุ้มค่ากับเวลาทั้ง 3 วัน
รวมทั้งต้องขอขอบพระคุณครูผู้หว่านของเรา คือท่านอาจารย์ประพนธ์ และท่านอาจารย์วิจารณ์ ที่ท่านได้ให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นของขวัญปีใหม่ 2548 ที่กำลังจะมาถึงให้แก่ทุกคนที่ได้เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ ขอขอบคุณเพื่อนร่วมกลุ่ม 5 ทุกท่านที่ร่วมฟัง ร่วมพูด ร่วมคิด ร่วมเป็นกัลยาณมิตรตลอด 3วัน
ในระหว่างที่ได้สัมมนานั้น รองศาสตราจารย์นายแพทย์จิตเจริญ ไชยาคำ หรือ คุณจุ้น ของเรา ท่านก็มีความพยายามที่จะทำให้กลุ่มของเราเหนียวแน่นโดยท่านเริ่มจะมอบหมายงานตามไฟปรารถนาของท่าน และตามสไตล์ของท่านที่ท่านเกาะติดไม่ปล่อย หลังจากการกลับจากสัมมนามาที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านได้มอบหมายงานอย่างต่อเนื่อง เราคงจะต้องใช้แรงปรารถนาเป็นตัวผลักดันให้สามารถบรรลุความตั้งใจที่เขียนไว้ใน Passion Plan โดยหวังว่าอยากจะให้พลังนั้นเกิดขึ้นกับคนทำงานทุกคน และนำไปสู่การพัฒนามหาวิทยาลัย ตลอดจนเกิดพลังประสานหน่วยงานระหว่างเครือข่าย เพื่อจัดการความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัยต่อไปสมกับความตั้งใจของท่านผู้หว่านของเรา

เรื่องเล่า “โอเพนซอร์ส”

วิภัทร ศรุติพรหม : ศูนย์คอมพิวเตอร์, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผมรับราชการตำแหน่งวิศวกรระดับ 3 ศูนย์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 ปัจจุบันเป็นวิศวกรชำนาญการระดับ 8 ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานวิจัยและพัฒนาศูนย์คอมพิวเตอร์ มอ. และเป็นรองประธานชมรมโอเพนซอร์สและฟรีแวร์ มอ. วิทยาเขตหาดใหญ่
เมื่อปี พ.ศ. 2541 มีอาจารย์และนักไอทีของ มอ. ประมาณ 4-5 คน ชักชวนผมรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้ลินุกซ์ (PSU-LUG) เนื่องจากเห็นประโยชน์ของระบบปฏิบัติการลินุกซ์
กลุ่มผู้ใช้ลินุกซ์ มอ. เริ่มต้นจากการใช้ mailing list เป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างกัน ต่อมาได้จัดกิจกรรมพบปะกันภายในกลุ่มแบบประชุมย่อย (mini meeting) ผัดเปลี่ยนหมุนเวียนตามสถานที่ของสมาชิกผู้อาสาเป็นเจ้าภาพ ส่วนใหญ่ใช้เวลาตอนพักเที่ยงเพราะสมาชิกมีเวลาว่างไม่ตรงกัน ตอนเริ่มต้นเตรียมควักเงินลงขันซื้ออาหารเที่ยงมาเลี้ยงกันเอง หากโชคดีก็มีบางหน่วยงานเป็นเจ้าภาพค่าอาหารให้ด้วย ขณะนั้นกลุ่มฯ มีสมาชิกจำนวนเพียงประมาณ 20 คน
กลางปี พ.ศ.2545 ระบบปฏิบัติการลินุกซ์ได้รับการพัฒนาไปมาก จนผมมีความมั่นใจว่ามีคุณภาพเพียงพอต่อการใช้งานทั้งในระดับ server และ desktop และคิดว่าถึงเวลาที่ควรเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับลินุกซ์ออกไปสู่สังคม โดยเริ่มจากภายในมหาวิทยาลัยก่อน
ปลายปี พ.ศ. 2545 ผมได้ปรึกษาผู้บริหารศูนย์คอมพิวเตอร์และได้รับอนุมัติให้ติดตั้งระบบปฏิบัติการลินุกซ์เพื่อบริการนักศึกษาจำนวนประมาณ 30 เครื่อง
ในเวลาเดียวกัน ผมกับเพื่อนสมาชิกบางคนได้เป็นสมาชิกก่อตั้งสมาพันธ์โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนความรู้ด้านโอเพนซอร์สด้วย เพื่อการส่งเสริมให้เครือข่ายโอเพนซอร์สของประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น เนื่องจากมหาวิทยาลัยให้ความอิสระทางวิชาการของบุคคล ทำให้การสมัครเป็นสมาชิกสมาพันธ์โอเพนซอร์สทำได้สะดวก ไม่ต้องมีองค์กรต้นสังกัด คือมหาวิทยาลัยเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
กลางปี พ.ศ.2546 ผลจากการที่มีเครือข่ายโอเพนซอร์สที่เข้มแข็ง รัฐบาลจึงได้ประกาศใช้ระบบปฏิบัติการลินุกซ์ในโครงการคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ Microsoft Windows XP Home + Office XP รุ่น ICT ออกมาจำหน่ายในราคาเพียง 1,450บาท จากราคาปกติประมาณ 25,000 บาท
ขณะเดียวกันแกนนำกลุ่มผู้ใช้ลินุกซ์ มอ. เห็นว่าสถานภาพการเป็นเพียงกลุ่มไม่สะดวกต่อการดำเนินกิจกรรมที่เป็นทางการได้ และลินุกซ์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโอเพนซอร์ส จึงได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นชมรมโอเพนซอร์สและฟรีแวร์ มอ. อยู่ภายใต้สังกัดสโมสรอาจารย์ข้าราชการ วิทยาเขตหาดใหญ่ สมาชิกทุกคนต้องชำระค่าธรรมเนียมการเป็นสมาชิก ปัจจุบันชมรมโอเพนซอร์สมีสมาชิกประมาณกว่า 100 คน ประกอบด้วยสมาชิกหลากหลายตั้งแต่บุคลากรของมหาวิทยาลัย นักศึกษา และบุคลากรภายนอก
ซอฟแวร์โอเพนซอร์สมีเผยแพร่แจกจ่ายได้ฟรีสามารถดาวน์โหลดผ่านอินเตอร์เน็ตได้จากทั่วโลก แต่ในประเทศไทยมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโอเพนซอร์สน้อย ผมจึงได้จัดทำเวบไซต์ที่เป็นคลังความรู้ด้านโอเพนซอร์ส http://www.opernsource.psu.ac.th แนวคิดการจัดทำเว็บไซต์นี้ ผมเน้นสาระความรู้ที่ทันสมัยใช้งานได้จริง สามารถเข้าถึงข้อมูลด้วยความรวดเร็ว, ง่ายและสะดวก สามารถใช้ search engine เช่น Google ค้นหาเข้าถึงข้อมูลของเว็บไซต์ได้ ขั้นตอนการทำก็เริ่มจากค่อยๆทยอยสรุปรวบรวมทบทวนกลั่นกรองความรู้และประสบการณ์ที่มี โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นความรู้ที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะความรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ผมได้สะสมทยอยสร้างได้เป็นชุดเอกสารชื่อว่า “ทำง่าย-ใช้เป็น” (Made-Easy) มีเนื้อหาเป็นวิธีการใช้งานแบบง่ายๆและได้ผล ผ่านการทดสอบใช้งานจริงด้วยตัวผมเอง
การจัด meeting ของชมรมฯประสบปัญหาเรื่องการจัดเวลาและหัวข้อ อีกทั้งชมรมฯมี mailing list ซึ่งสามารถปรึกษาหารือกันบนอีเมล์ได้อยู่แล้ว ผมจึงได้เปลี่ยนมาเป็นจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านโอเพนซอร์สให้แก่สมาชิกชมรมโอเพนซอร์สและผู้ที่สนใจ เพื่อพบปะแลกเปลี่ยนถ่ายทอดแบ่งปันความรู้อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งมหาวิทยาลัย โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย เริ่มต้นจากผมเป็นวิทยากรเพียงคนเดียว ใช้เอกสารชุด “ทำง่าย-ใช้เป็น” จากเว็บไซต์เป็นหลักในการสัมมนา เพื่อให้ผู้สัมมนารู้จักวิธีเรียนรู้ด้วยตนเองจากเว็บไซต์ และเป็นการทบทวนเอกสารให้มีความถูกต้องและทันสมัยอยู่เสมอด้วย
หลังจากการจัดสัมมนาหลายครั้ง ชมรมฯก็ได้สมาชิกอาสาทำหน้าที่เป็นวิทยากรเพิ่มขึ้นอีก จนกระทั่งผู้บริหารศูนย์คอมพิวเตอร์เห็นประโยชน์ จึงได้วางนโยบายให้มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนถ่ายทอดแบ่งปันความรู้เป็นประจำทุกเดือน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามกลุ่มงานอื่นของศูนย์คอมพิวเตอร์ โดยถือว่าเป็นผลงานของศูนย์คอมพิวเตอร์ด้วย
นักศึกษาให้ความสนใจในการใช้โอเพนซอร์สน้อย ทั้งที่ได้พยายามประชาสัมพันธ์พร้อมจัดอบรมให้ฟรี จนกระทั่งเมื่อกลางปี พ.ศ.2547 ผมได้ปรึกษาผู้บริหารศูนย์คอมพิวเตอร์และได้รับอนุมัติให้นักศึกษาผู้พิมพ์งานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นลินุกซ์ สามารถพิมพ์งานได้ฟรีเป็นจำนวน 20 แผ่น (มูลค่าประมาณ 20 บาทต่อคนต่อเดือน) ผลทำให้มีนักศึกษาสนใจใช้โอเพนซอร์สขึ้นอย่างมาก มีความตั้งใจเรียนรู้ใช้งานซอฟแวร์โอเพนซอร์สด้วยตนเอง โดยแทบไม่ต้องจัดอบรมอีก
ชุมชนโอเพนซอร์สนี้ได้พยายามช่วยกันสร้าง, รักษาและขยายเครือข่ายออกไป การดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้อาศัยผู้มีความรู้มากที่สุดเป็นหลัก แต่ต้องอาศัยผู้ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจเอาใจใส่ตลอดจนความพากเพียร มีการสืบค้นทบทวนกลั่นกรองความรู้ที่ถูกต้องทันสมัยใช้งานจริงออกมาเป็นระยะ มีการสร้างชุมชนให้เป็นที่พึงของสังคมได้ ผมใช้แนวคิด “ทุกคำถาม-มีคำตอบ” คือทุกคำถามด้านโอเพนซอร์ส ที่มีผู้อีเมล์มาถาม จะต้องได้รับอีเมล์ตอบกลับ หากผมไม่รู้คำตอบ ผมก็จะสืบค้นหรือแนะนำแหล่งข้อมูลอื่นตอบแจ้งกลับไปให้แก่ผู้ถามทราบ
ผมคาดหวังว่าชุมชนโอเพนซอร์ส คงมีส่วนสนับสนุนความรู้การประยุกต์ใช้ ICT ให้แก่ชุมชนการจัดการความรู้กลุ่มอื่นๆ และเครือข่าความรู้ด้านโอเพนซอร์สคงขยายออกไปอีก เพราะทุกองค์กรมีการใช้งาน ICT อยู่แล้ว

“บางส่วน...จากความทรงจำ และความรู้สึก”

ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด
สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

ผมจำได้ว่า...ผมเริ่มการสัมมนาโดยได้เกริ่นนำ เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่า การสัมมนาครั้งนี้ ไม่ใช่การบรรยาย หากแต่เป็นการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เป็นการปฏิบัติทั้งในระดับกลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่ เป็นการสัมมนาที่ไม่ได้เน้นแต่เนื้อหาด้านวิชาการ หากแต่ต้องการให้ทุกคนเห็นความสำคัญเกี่ยวกับการสร้างบรรยากาศ และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน เราเริ่มต้น Session แรกด้วยการแนะนำตัวแบบสบายๆ เน้นว่าไม่ต้องพยายามทำให้ดูดี เป็นการแนะนำทำความรู้จักกันในฐานะเพื่อนร่วมโลก ที่บังเอิญได้มีโอกาสได้มาเจอะเจอกัน มาทำงานร่วมกัน ผมดีใจที่ทุกคนทำตามกติกาโดยยอมถอดหัวโขน วางตำแหน่งต่างๆที่ได้รับการแต่งตั้ง อุปโลกน์ ไว้นอกห้องสัมมนา และหันมาให้ความสนใจกับเพื่อนในห้องในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง เราได้ร่วมกันทดลองใช้เทคนิค Dialogue ในการแนะนำตัวโดยเน้นให้ทุกคนพูดออกมาจากใจ พูดออกมาสดๆ เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องคิดแต่งเติมเสริมสร้างเพื่อให้ฟังแล้วดูดี ใครคาดหวังอะไรกับการมาในครั้งนี้ ก็ขอให้พูดออกมา ถึงแม้ว่า Session นี้จะใช้เวลามากกว่าที่ผมเตรียมไว้ แต่ผมก็คิดว่ามันช่าง “คุ้มค่า” และเป็นการ “ตั้งต้น” ที่เริ่มได้ดีทีเดียว

Session ต่อมา อาจจะเรียกว่าเป็นช่วงของการ “ตั้งหลัก” ก็ได้ เป็นช่วงเวลาที่วิทยากรอาจต้องพูดมากสักหน่อย เพราะเป็นการบรรยายเพื่อให้แนวคิด ให้หลักการด้าน KM แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา ผมเองยอมรับว่า “หวั่นไหว” หรืออาจจะเรียกว่า “หงุดหงิดใจ” อยู่บ้าง เมื่อได้ทราบว่าผู้เข้าร่วมสัมมนายังมาไม่ครบทุกคน ในหัวมีแต่คำถามว่า “แล้วพวกที่มาทีหลังไม่ได้ฟังแนวคิด ไม่ได้ฟังหลักการ จะตามทันไหม? จะเข้ากระบวนการที่วางไว้ได้ไหม? จะเป็นภาระให้กับคนในกลุ่มไหม? ...” ผมเริ่มรู้สึกว่าคำถามเหล่านี้แท้จริงแล้ว ไม่ได้ช่วยอะไรผมเลย มันไม่ได้นำผมไปหาคำตอบที่สร้างสรรใดๆเลย หรือว่าบางทีเป็นเพราะผมมีคำตอบอยู่ในใจของผมแล้ว....คำตอบที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆกับความหงุดหงิดใจว่า “ตรงนี้คงเป็นปัญหาอย่างแน่นอน!” ผมโชคดีที่ผมได้ยินเสียงความคิดนี้ และสามารถหยุดมันได้ทัน เพราะผมกำลังจะต้องบรรยาย...บรรยายหลักการที่สำคัญให้กับคนส่วนใหญ่ที่พร้อมรับฟังและนั่งอยู่ตรงนี้แล้ว ผมต้องตัดใจ เลิกคิดถึงคนที่ยังไม่มา...คนที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้าผมในขณะนี้ เมื่อผมสามารถเรียก “สติ” ให้กลับคืนมาได้ ผมก็สามารถใช้พลังแห่ง “ปัจจุบันขณะ” หลอมรวมตัวผมและผู้ฟังให้เป็นหนึ่งเดียว ทำให้การบรรยายไหลลื่น มีพลัง ดั่งที่หลายผู้ฟังหลายท่านรู้สึกได้

สำหรับช่วงเย็นของวันแรกนั้น ผมตั้งใจไว้ว่าจะไม่ได้ใส่อะไรที่เป็นเนื้อหาสาระเข้าไป เพราะเห็นว่าพวกเราจำเป็นต้องมี free time กันบ้างเพื่อสร้างความคุ้นเคยระหว่างกัน ดังนั้นหลังจากที่ทานอาหารเย็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เปิดให้เป็นช่วงของกิจกรรมสันทนาการที่ผสมผสานกับการร้องเพลงคาราโอเกะ ซึ่งถ้าไม่บอกแล้วหลายคนอาจจะคิดว่ากำลัง “เปิดแผ่น” เพราะทุกคนร้องได้ดีพอๆกับมืออาชีพเลยทีเดียว เสียดายที่หลายคนอยู่ร่วมงานได้ไม่นานนัก เนื่องจากในวันนี้บางคนต้องตื่นมาตั้งแต่ตีสี่เพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และเดินทางต่อมายังสถานที่ที่จัดสัมมนา เมื่อพูดถึงสถานที่ที่ใช้จัดสัมมนาในครั้งนี้ ผมเองมีความประทับใจค่อนข้างมาก เพราะเห็นว่ามีบรรยากาศที่เหมาะกับการทำ Workshop ทำนองนี้เป็นอย่างยิ่ง ห้องที่ใช้สามารถจัดได้ในหลายลักษณะ คือจัดเป็นกลุ่มย่อยก็ได้ จัดเป็นวงใหญ่เพื่อใช้ Dialogue ก็ได้ด้วย เรื่องความพร้อมของสถานที่และบรรยากาศนั้น ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ต้องถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการทำ Workshop ผมขอถือโอกาศนี้แสดงความชื่นชมเรื่องสถานที่ การเตรียมการ และทีมงาน (ทั้งด้านธุรการและงานโสตฯ) มาอีกครั้งหนึ่ง

ช่วงเช้าของวันที่สอง เป็นช่วงที่เราเริ่มเข้าสู่รูปแบบ Workshop อย่างแท้จริง เปิดประเดิมด้วย Session ที่เป็นการ “ตั้งเป้า” ซึ่งถ้าตาม KM โมเดลปลาทู ก็คือส่วน “หัวปลา” ซึ่งเป็นการกำหนดทิศทางและสร้าง “ตัวเดินเรื่อง” นั่นเอง ตอนที่เตรียมการ Session นี้ ผมเองก็ลังเลอยู่เหมือนกัน ตอนแรกคิดว่าจะตั้งเป้าหมายร่วมให้กับทุกกลุ่มเลย เช่น “ทำ KM เพื่อพัฒนาคุณภาพมหาวิทยาลัย” หรือ “ทำ KM เพื่อสร้างมหาวิทยาลัยให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้” หรือ ระบุเป็นเป้าหมายอื่นๆ ให้ใช้ร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การคิดองค์ประกอบหลัก (ปัจจัยที่จะนำสู่เป้าหมาย) รวมทั้งการสร้าง keywords ของเกณฑ์ในระดับต่างๆ ทั้ง 5 ระดับ ด้วย เรียกว่า เป็นการสร้าง “ตารางแห่งอิสรภาพ” ร่วมกันของคนในกลุ่ม แต่แล้วในที่สุดผมตัดสินใจว่าจะใช้ “ตารางเปล่า” คือ ให้แต่ละกลุ่มตั้งเป้าหมายเอาเองว่าจะนำ KM ไปใช้ทำอะไร? อะไรคือ “หัวปลา”? อะไรที่เป็น “Knowledge Vision” ของกลุ่ม ? การเปิดกว้างเช่นนี้ ข้อดีก็คือ ทำให้แต่ละกลุ่มสร้าง “ตัวเดินเรื่อง” ที่ค่อนข้างจะมีความแตกต่างและหลากหลาย บางกลุ่มกำหนดเป้าหมาย หรือ วิสัยทัศน์ KM ที่ค่อนข้างกว้างใหญ่ (ผมเรียกว่าเป็น “หัวปลาวาฬ”) ในขณะที่บางกลุ่มก็ระบุเป้าหมายในระดับที่เฉพาะเจาะจงลงไป (ผมขอเรียกว่า “หัวปลาซิว” ก็แล้วกัน) ซึ่งในแต่ละแบบก็มีจุดอ่อน จุดแข็ง ต่างกัน ตอนที่แต่ละกลุ่มนำเสนอ ผมก็พยายามกระตุ้นให้ผู้ฟังให้ความสนใจเป็นพิเศษในส่วนที่เห็นว่าไม่ตรงกับวิธีคิดของเขา เพราะมันอาจทำให้เขาได้พบอะไรใหม่ๆ ในความแตกต่างนั้นก็ได้

ช่วงบ่าย เป็น Session ที่ต้องการให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการแบ่งปันความรู้ หรือ Knowledge Sharing ผมเรียก Session นี้ว่าเป็นการ “ตั้งวง” ซึ่งก็ตรงกับส่วน “ตัวปลา” ในโมเดลปลาทู นั่นเอง ในช่วงนี้แต่ละกลุ่มต้อง share เรื่องเล่าที่เกี่ยวกับประเด็นสามประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรกเป็นเรื่องการใช้ความรู้เดินงาน ประเด็นที่สอง เป็นประสบการณ์การ share ความรู้ในองค์กร และประเด็นสุดท้าย เป็นการร่วมคิดเกี่ยวกับบทบาทของ “คุณอำนวย” ในแต่ละองค์กร ผมรู้สึกว่า Session นี้ดำเนินไปได้ด้วยดี มีความเป็นธรรมชาติพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตั้งวง Dialogue กัน ผมเห็นว่าการพูดมี “ความสด” มากขึ้นกว่าในวันแรก และสิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ผมรู้สึกว่าทุกคนตั้งใจฟังผู้พูดมากยิ่งขึ้น...ซึ่งสำหรับผมแล้วนี่คือความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว

ช่วงเย็น เป็น Session ที่เกี่ยวข้องกับส่วน “หางปลา” เป็นส่วนที่ผมมักจะพูดอยู่เสมอว่า ถ้าทำให้ดีจะมีพลังอย่างยิ่ง เปรียบได้กับปลาที่โบกสะบัดหาง แล้วทำให้มันแวกว่ายไปได้ไกลตามที่ใจปรารถนา ส่วนหางปลานี้จะไปเกี่ยวข้องกับสามเรื่องหลักๆ คือ 1. เรื่องการสร้างคลังความรู้ 2. เรื่องการพัฒนา CoPs (ซึ่งผมได้ idea จากการสัมมนาครั้งนี้ว่าน่าจะลองเรียกว่า “ก๊วนคุณกิจ” ดู ไม่รู้ว่าจะติดตลาดเหมือนคำว่า “คุณอำนวย” หรือไม่) และ 3. เรื่องการประยุกต์ใช้ ICT ผมเรียก Session นี้ว่าเป็น Session “ขยายวง สร้างองค์ความรู้” ใน Session นี้ นอกจากเราจะให้คนในกลุ่มผลัดกันเล่าประสบการณ์การสร้างคลังความรู้ การประยุกต์ใช้ ICT และการสร้างเครือข่ายขยายวงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แล้ว เรายังกำหนดให้แต่ละกลุ่มเขียนเรื่องเล่านี้ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรอีกด้วย โดยเน้นให้เห็นถึงพลังของเรื่องเล่า ว่ามันจะทำให้คนที่ฟัง (หรืออ่าน) เข้าใจในบริบทได้เป็นอย่างดี ใน Session นี้ ผมมีความรู้สึกว่ามีหลายคนยังสับสนอยู่พอสมควร อาจจะเป็นเพราะยังไม่กระจ่างว่าการสร้างคลังความรู้ คืออะไร บางกลุ่มก็ถกเถียงกัน เรื่องความแตกต่างระหว่างคลังความรู้ และ “ฐานข้อมูล” หรือแม้แต่ดึงเอา “ระบบสารสนเทศ” เข้าไปเปรียบเทียบด้วย ผมเองได้แต่คิดในใจว่า คงต้องปรับปรุงโจทย์ใน Session นี้ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไป ในค่ำวันนั้นเราจบ Session กันประมาณ 3 ทุ่ม ถึงแม้หลายคนจะดูอิดโรยไปบ้าง แต่ผมเชื่อว่าทุกคนก็ยังมีไฟ และมีใจพร้อมที่จะเรียนรู้ร่วมกันในวันรุ่งขึ้นต่อไป

ช่วงเช้าวันที่สามของ Workshop ผมพยายามกระตุ้นพลังผู้เข้าร่วมด้วยการเล่าเรื่อง แล้วลองให้ผู้เข้าร่วมได้ลองถอดประเด็น นอกจากนั้นยังได้เน้นให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้นเลย หากขาดซึ่ง “การกระทำ” หรือ “Action” โดยได้บรรยายเพิ่มเติมให้เห็นอีกด้วยว่า สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการกระทำ นั้นก็คือ “ความคิด"”และที่อยู่หลังความคิดก็คือ “กรอบความคิด (กระบวนทัศน์)” หรือ “ทิฏฐิ” หรือ “มุมมอง” นั่นเอง แล้วแต่จะเรียก โดยได้เล่าเรื่องมุมมองของผมที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ยกตัวอย่างเรื่องภรรยา) ให้ฟังเพื่อแสดงให้เห็นว่า การมองของเรามักจะถูก block อยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ได้เห็นสิ่งที่เรามองตามสภาพความเป็นจริง หลังจากนั้นแต่ละกลุ่มก็ได้นำเสนอคลังความรู้ที่ช่วยกันจัดทำไว้ในช่วงค่ำคืนก่อนให้ที่ประชุมฟัง หลัง break ผมได้ขอให้ทุกคนเขียนสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจ หรือไฟปรารถนา (Passion) ว่าเมื่อกลับไปยังหน่วยงานแล้วต้องการจะทำอะไร โดยขอให้เน้นสิ่งที่สามารถทำได้ทันที ไม่ต้องพึ่งพิงอิงผู้อื่น โดยให้ยึดหลักการที่ว่า “Think big, act small, begin now” และแล้วเราก็มาถึงช่วงสุดท้ายของ Workshop เป็นการปิดฉากด้วย Dialogue

ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของ Workshop นี้ ผมมีความเชื่อว่าคนเราทุกคนสามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลง สิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ได้ ขอเพียงแต่เรา “เข้าใจ” “ตั้งใจ” และพร้อมที่จะเริ่มต้นจากตัวเราก่อนเป็นลำดับแรก หลังจากนั้นหากเรา “พร้อมใจ” ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันเรียนรู้ ร่วมกันพัฒนา จนทำให้ออกมาในลักษณะที่เป็นเครือข่ายด้วยแล้ว ผมเชื่อว่า “เครือข่ายของการคิดดี ทำดี” นี้ จะมีพลังมาก จนไม่มีสิ่งใดจะต้านทานได้เป็นแน่.....ขอเพียงแต่พวกเราช่วยกันหมั่นเติมไฟ (passion) นี้ไว้ ไม่ให้มอดก็แล้วกัน....พวกเราต้องช่วยกัน “จุดไฟ ใส่ฟืน” เครือข่าย UKM ให้โชติช่วง ชัชวาลต่อไปนะครับ

NUKM : การจัดการความรู้มหาวิทยาลัยนเรศวร

หลังจากได้พยายามเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับ KM มานานพอสมควร มหาวิทยาลัยนเรศวรก็ได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะใช้ประโยชน์จาก KM มาช่วยในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยในทุก ๆ ด้านให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ต้องยอมรับว่าเราจด ๆ จ้อง ๆ และลังเลอยู่นานก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะนำ KM มาใช้อย่างจริง ๆ จัง ๆ เนื่องจากไปเข้าใจเอาเองว่าคงไม่มีอะไรใหม่หรือแตกต่างไปจาก QA ISO TQM QCC BSC และอะไรต่ออะไรอีกมากมาย ซึ่งถ้านำมาใช้ทั้งหมดทุกอย่าง โดยไม่รู้จักประยุกต์ใช้คงยุ่งวุ่นวายไปทั้งองค์กร เพียงแค่ที่เราต้องทำตามกฎหมายหรือแนวทางของประเทศเราก็ยุ่งวุ่นวายกันมากพอสมควรอยู่แล้ว เช่น QA (สมศ.) ระบบควบคุมภายใน (สตง.) คำรับรองปฏิบัติราชการ (กพร.) การประเมินผู้บริหาร (สภามหาวิทยาลัย)
ต้องขอบพระคุณ สคส. (สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม) โดยเฉพาะท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ พาณิช และท่านอาจารย์ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ที่ให้ความกรุณาสาธิตให้เราดู ให้เราได้เรียนรู้ด้วยตนเองว่าจริง ๆ แล้ว KM มันคืออะไร และจะมีประโยชน์อย่างไรต่อตัวเอง ต่องาน ต่อมหาวิทยาลัย และต่อประเทศชาติ โดยท่านได้มาช่วยจัดกิจกรรม KM ให้กับโรงพยาบาลต่าง ๆ ในเขตภาคเหนือตอนล่าง โดยใช้สถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นศูนย์กลาง และเรียกกิจกรรมนี้โดยย่อว่า HKM ต่อมาได้มาช่วยจัดมหกรรม KM ในเขตภาคเหนือตอนล่างที่มหาวิทยาลัยนเรศวร นอกจากนี้เมื่อมีกิจกรรม KM ภายนอกมหาวิทยาลัยที่น่าสนใจ ท่านก็จะเชิญชวนและอำนวยโอกาสให้เราอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเพื่อให้เราได้เรียนรู้เรื่อง KM ทั้งหมดนี้ทำให้เราค่อย ๆ ซึมซับความรู้ความเข้าใจและเห็นประโยชน์ของ KM จนไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่รีบเรียนรู้ให้มากยิ่งขึ้นและรีบนำเอามาใช้ให้เกิดผลอย่างจริง ๆ จัง ๆ
วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม 2547 น่าจะมีความสำคัญและมีความหมายมาก ไม่เฉพาะสำหรับ KM ในมหาวิทยาลัยนเรศวร แต่รวมไปอีก 4 มหาวิทยาลัยคือ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และอีกหนึ่งสถาบันคือ สคส. เนื่องจากเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ชาติไทยที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยต่าง ๆ 5 มหาวิทยาลัยและ สคส. ได้มาลงนามความร่วมมือด้าน KM ร่วมกัน ที่สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และเรียกกิจกรรมนี้โดยย่อว่า UKM และวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 25-26 ธันวาคม 2547 สคส. ก็ได้กรุณาช่วยจัดให้มีกิจกรรมสร้าง CKO และ KF ให้กับทั้ง 5 มหาวิทยาลัยโดยทันที โดยแต่ละมหาวิทยาลัยส่งตัวแทนเข้าร่วมแห่งละ 8-10 คน มหาวิทยาลัยนเรศวรเองส่งผู้แทนเข้าร่วม 8 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรองคณบดีที่รับผิดชอบด้านประกันคุณภาพการศึกษาจากคณะต่าง ๆ
หลังการอบรม ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยนเรศวรทั้ง 8 คนมั่นใจและเห็นพ้องกันว่า KM จะเป็นเครื่องมือชิ้นใหม่ที่ทรงพลัง ที่จะช่วยต่อยอดงานเดิมที่เราทำกันอยู่ให้สามารถพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน ที่มั่นใจก็เนื่องจากว่างานเดิมที่เราทำกันอยู่หลายอย่างโดยเฉพาะงานด้าน QA จะมีลักษณะที่สอดคล้องและต่อกันได้กับแนวความคิดของ KM และเรากำลังอิ่มตัวกับวิธีการเดิม ๆ กำลังมองหาอะไรใหม่ ๆ ที่จะมาช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาให้ก้าวกระโดดและยั่งยืนยิ่งขึ้น สรุปว่า KM มาได้ถูกจังหวะและตรงความต้องการพอดี ถึงจุดนี้ต้องขอกราบขอบพระคุณ สคส. โดยเฉพาะท่านอาจารย์หมอวิจารณ์อีกครั้งที่กรุณานำ KM มาให้เรารู้จัก
เราทั้ง 8 ปรึกษากันว่าเมื่อกลับไปมหาวิทยาลัยจะต้องรีบช่วยกันจัดทำแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการด้าน KM เสนอมหาวิทยาลัยและต้องรีบจัดกิจกรรมเพื่อเพิ่มจำนวน CKO และ KF อีกประมาณ 10 เท่าหรือประมาณ 80 คน โดยคิดจาก ประมาณ 40 คน จากทั้งหมด 20 คณะ และประมาณ 40 คนจากทั้งหมด 20 หน่วยงานสายสนับสนุน และจะต้องพิถีพิถันในการคัดคนเข้ามาอบรม ซึ่งในขณะที่เขียนบทความนี้ มหาวิทยาลัยได้อนุมัติแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการดังกล่าวแล้ว และในวันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 สคส. (อาจารย์ ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด) จะกรุณาไปช่วยเป็นวิทยากรเพื่อสร้าง CKO และ KF ให้ได้ตามเป้าหมาย
มีเรื่องที่น่าสังเกตและน่าสนใจเป็นพิเศษคือ ผู้แทนทั้ง 8 จากมหาวิทยาลัยนเรศวรมีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังทุกท่านว่าท่านได้นำ KM กลับไปใช้ที่คณะตัวเองอย่างไรบ้าง และแต่ละท่านดูจะภาคภูมิใจที่ได้ทำไปเช่นนั้น และอีกเรื่องผมยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้แน่ชัดคือ ทำไมกระแสความต้องการความรู้ด้าน KM ในมหาวิทยาลัยนเรศวรจึงได้เพิ่มขึ้นมาก มากจนทำให้เกิดปัญหากับงานที่จะจัดในวันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 เพราะวันนั้นผมตั้งใจที่จะไม่เปิดทั่วไป จะเชิญมาเฉพาะผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้บริหารคณะ ผู้บริหารหน่วยงานที่จะเกี่ยวข้องกับ KM โดยตรงเท่านั้นประมาณ 80 คน แต่มีคนมาขอเข้าร่วมงานมากจากทุกที่ทุกระดับไม่เว้นแม้กระทั่งนิสิตบัณฑิตศึกษา อาจารย์และเจ้าหน้าที่ทั่วไปที่ผมไม่คาดมาก่อนว่าเขาจะสนใจ ทำให้ต้องค่อย ๆ พูดจาปฏิเสธไป และรับปากว่าจะจัดเพิ่มเติมให้อีกครั้งเมื่อมีโอกาสอันควร แม้ว่าพยายามปฏิเสธไปจำนวนมากแล้ว ยอดขณะนี้ยังอยู่ที่ 114 คน ในขณะที่สถานที่และเอกสารต่าง ๆ เราเตรียมไว้ไม่เกิน 100 คน บางคนขนาดจะขอเอาเก้าอี้มาเองและไม่ขอรับประทานอาหารว่าง
ยังมีกิจกรรมด้าน KM ของมหาวิทยาลัยนเรศวรที่จะทะยอยออกมาอีกหลายอย่าง โดยช่วงแรก ๆ จะเน้นที่สร้างความเข้าใจและสร้างคน (CKO และ KF) ควบคู่กันไปและต่อไปจะเน้นมากขึ้นเป็นลำดับคือการสร้างวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันภายในองค์กร (KP และ CoP) เพื่อช่วยกันพัฒนาตนเอง พัฒนางาน พัฒนาองค์กร ให้สามารถพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน ให้ทุกคนในองค์กรได้มีความสุขกับการทำงาน ให้ทุกคนได้ภาคภูมิใจร่วมกันในผลสำเร็จของงาน เรากำลังรอคอยวันศุกร์ที่ 25 มีนาคม 2548 ที่จะได้พบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับ UKM ครั้งที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และต่อไปในครั้งที่ 3 เรายินดีเป็นเจ้าภาพที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งถ้าไม่ติดขัดในเรื่องใดผมขออนุญาตกำหนดการไว้เป็นวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2548 เป็นเบื้องต้นก่อน
อีกสองสามเรื่องที่จะยังไม่ขอเล่าในรายละเอียดในที่นี้ แต่จะขอเก็บไว้เล่าในโอกาสต่อไป เช่น เรื่อง ตลาดนัดความรู้ (Knowledge Fair) ในวันสถาปนาครบรอบ 15 ปี มหาวิทยาลัยนเรศวร เรื่อง Laboratory KM ในสถาบันอุดมศึกษาในเขตภาคเหนือตอนล่าง (LKM) ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ได้กรุณาชี้แนะและให้คำปรึกษาเช่นเคย วันนี้ขอจบเรื่อง KM ที่มหาวิทยาลัยนเรศวรเท่านี้ก่อนครับ โอกาสหน้าพบกันใหม่ สุดท้ายขอขอบคุณครับที่กรุณาให้ความสนใจและอ่านมาจนจบ
วิบูลย์ วัฒนาธร
7 กุมภาพันธ์ 2548

UKM ทำอะไร ทำไมต้องมี UKM



วิจารณ์ พานิช สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)


UKM คือเครือข่ายจัดการความรู้ในมหาวิทยาลัย ชื่อเต็มคือ University Knowledge Management Network เป็นเครือข่ายที่ก่อตัวขึ้นเอง (self-organize) โดยความพร้อมใจมารวมตัวกันของ 5 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

เครือข่าย UKM เกิดจากความพร้อมใจรวมตัวกันเอง ไม่มีใครเป็นผู้จัดตั้ง ไม่มีใครผูกขาดเป็นเจ้าของ แต่สมาชิกเป็นเจ้าของร่วมกัน ร่วมกันจ่ายค่าใช้จ่ายในการจัดการเครือข่าย ซึ่งในปีแรกตกลงกันว่า ขอให้ มหาวิทยาลัยมหิดล รับเป็น secretariat ของเครือข่าย มี รศ.นพ.อภิชาติ ศิวยาธร รองคณบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นผู้จัดการเครือข่าย มีเจ้าหน้าที่ของสำนักพัฒนาคุณภาพ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล (ซึ่งคุณนภามาศ นวพันธุ์พิพัฒน์ เป็นผู้อำนวยการสำนัก) เป็นคณะ secretariat

การรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ก็เพื่อให้เกิดพลังเสริมแรง (synergy) ระหว่างกันของสมาชิกเครือข่าย ใช้ความแตกต่างหลากกหลายระหว่างสมาชิกเครือข่ายให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงภายในมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิก

จุดสำคัญของการเป็นเครือข่ายก็คือ สมาชิกมีความเป็นอิสระต่อกัน มีเป้าหมายในรายละเอียดแตกต่างกันได้ แต่มารวมตัวกันเป็นเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จัดการความรู้เพราะเชื่อว่า การได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนมหาวิทยาลัยสมาชิกเครือข่ายอื่นๆ จะทำให้การริเริ่ม และการเคลื่อนขบวนจัดการความรู้ดำเนินการได้ทะมัดทะแมงขึ้น ถูกวิธีมากขึ้น ได้อาศัย “ลูกเล่น” หรือยุทธศาสตร์ในการดำเนินการของมหาวิทยาลัยอื่น นำมาปรับใช้ในมหาวิทยาลัยของตนเอง

การประชุมปฏิบัติการ UKM ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 24-26 ธันวาคม 2547 ที่บ้านผู้หว่าน อ.สามพราน จ.นครปฐม นั้น เป็นการประชุมเพื่อฝึกอบรม CKO (Chief Knowledge Officer) ผู้ดูแลระบบการจัดการความรู้ กับ “คุณอำนวย” (Knowledge Facilitator) ผู้อำนวยความสะดวกต่อการดำเนินการจัดการความรู้

เรามีความหวังว่า หลังจากการประชุมปฏิบัติการครั้งนี้แล้ว CKO และ “คุณอำนวย” ในมหาวิทยาลัยทั้ง 5 จะกลับไปริเริ่มให้มีกลุ่ม “คุณกิจ” (Knowledge Practitioner) ดำเนินการจัดการความรู้ขึ้นในองค์กร โดยที่เราถือว่าในเรื่องของการจัดการความรู้ “คุณกิจ” คือนางเอก หรือ พระเอกผู้แสดงบทบาทจัดการความรู้ตัวจริง ส่วน CKO และ “คุณอำนวย” เป็นผู้จุดประกาย จัดระบบและยุยงส่งเสริม ให้ “คุณกิจ” ได้ดำเนินการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากการทำงานของตน

ประสบการณ์การทำงานที่ควรนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คือประสบการณ์การทำงานที่ให้ผลสัมฤทธิ์สูงส่ง ซึ่งอาจเป็นผลสัมฤทธิ์ระดับ 5 ดาว , 4 ดาว หรือ 3 ดาว ก็ได้ โดย CKO และคุณอำนวยอาจช่วยแนะนำว่าผลงานชิ้นใดถือว่าน่าจะอยู่ในระดับ 3 – 5 ดาว และส่งเสริมให้กลุ่ม “คุณกิจ” ไปนำเสนอ “ผลงานที่ภาคภูมิใจ”

จะเห็นว่า ในการดำเนินการจัดการความรู้ เราเน้นที่ความสำเร็จ ไม่เน้นปัญหา เรามุ่งหาความสำเร็จมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการทำงาน วิธีคิด และวิธีฟันฝ่าอุปสรรค เน้นการคิดเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์ เชิงชื่นชม แล้วไปขยายผลไปสู่งานอื่นๆและ “คุณกิจ” กลุ่มอื่น ภายใต้วิธีคิดแบบจัดการความรู้ เรามีความเชื่อว่าผู้ปฏิบัติงานทุกกลุ่มทุกหน่วยงานย่อย ต่างก็มี “ผลงานที่ภาคภูมิใจ” ทั้งสิ้น แต่อาจเป็นผลงานระดับ 3 ดาว ไม่ใช่ 5 ดาว เราก็ส่งเสริมให้นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แล้วกลุ่มผลงาน 3 ดาวก็จะพัฒนาขึ้นเป็น 4 ดาว 5 ดาวในที่สุด รวมทั้งเกิดการพัฒนางานในส่วนอื่นที่อาจอยู่แค่ 1 ดาว, 2 ดาว ให้มีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้นด้วย

ในการเอาเรื่อง “ผลงานที่ภาคภูมิใจ” มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนั้น เรามีเครื่องมือที่เรียกว่า “เรื่องเล่า เร้าพลัง” (Storytelling) มาใช้ ซึ่งที่จริงก็คือการเล่าเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เล่าแบบสบายๆ เล่าออกมาจากใจ (ไม่ใช่ออกมาจากสมอง ไม่ใช่เล่าเพื่อให้ดูดี ไม่ใช่เล่าเพื่อให้สอดคล้องกับผู้ที่ฟัง หรือผู้บังคับบัญชาอยากได้ยิน) แต่เป็นการเล่าเหตุการณ์จริง เล่าให้เห็นตัวละครและพฤติกรรม ถ้าเป็นเรื่องของตัวเองก็เล่าความรู้สึกนึกคิดในขณะเกิดเหตุการณ์เข้าไปด้วย ทำให้เป็นเรื่องเล่าที่มีชีวิต ชีวา

เราหวังว่า มหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายจะกลับไปจัดการประชุมปฏิบัติการฝึกอบรม “คุณอำนวย” เพื่อให้มี “คุณอำนวย” ในจำนวนที่เหมาะสม และมีทักษะที่เหมาะสม ในการปฏิบัติหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินการจัดการความรู้ในมหาวิทยาลัย ในการประชุมปฏิบัติการดังกล่าว น่าจะได้เตรียมตัวอย่าง “ผลงานที่ภาคภูมิใจ” (Best Practice) ที่เป็น “ของจริง” จากมหาวิทยาลัยแห่งอื่นที่เป็นสมาชิกเครือข่าย มาร่วมนำเสนอ “เรื่องเล่า เร้าพลัง” ในฐานะแขกรับเชิญ ที่มหาวิทยาลัยเจ้าภาพเป็นผู้คัดเลือกเชิญ และจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆในการเดินทางไปนำเสนอ การเชื้อเชิญแบบให้เกียรติข้ามมหาวิทยาลัยจะเป็นเครื่องมือสร้างคุณค่าและการยอมรับ “ผลงานที่ภาคภูมิใจ” และทำให้การจัดการความรู้ในเครือข่ายเกิดขึ้นอย่างทรงพลัง


จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง (เช่น เรื่องการเรียนการสอน) โดยการเล่าเรื่องจากผลสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ (Best Practice) หลายๆเรื่อง เราสามารถนำมาสร้างเป็นรายการของ “หัวใจ” (Core Competence) ของการปฏิบัติงานประเด็นนั้น และสร้างเป็น “ตารางแห่งอิสรภาพ” เพื่อการประเมินตนเอง (ดูบทความเรื่อง “ธารปัญญา” ใน
http://www.kmi.or.th/)

“ตารางแห่งอิสรภาพ” คือเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดการคิดภาพใหญ่ มองเห็นภาพรวม ภาพเชิงระบบในการปฏิบัติงานประเด็นนั้นๆ

เล่าอย่างนี้ ท่านผู้อ่านก็คงจะไม่เข้าใจ ต้องลงมือปฏิบัติจริง จึงจะเข้าใจ การจัดการความรู้เป็นเรื่องที่ “ไม่ทำ ไม่รู้” ครับ

การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือพัฒนางาน พัฒนาคน พัฒนาความเป็นชุมชนในที่ทำงาน และยกระดับความรู้สำหรับใช้ในการปฏิบัติงาน แต่ สำหรับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษา การจัดการความรู้ยังเป็นเครื่องมือ สร้างความรู้เชิงวิชาการจากชีวิติจริงหรือการปฏิบัติจริง เนื่องจากภายในผลงาน / การปฏิบัติงาน / กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน ที่บรรลุผลยอดเยี่ยมน่าภาคภูมิใจนั้น มีความรู้ (tacit knowledge) อยู่ ผู้ที่มีทักษะในการจัดการความรู้จะสามารถ “ถอด” ความรู้ (explicit knowledge) ออกมาได้ และเมื่อนำมาผ่านกระบวนการทางวิชาการ หรือทางวิทยาศาสตร์ก็จะได้ความรู้ที่พิสูจน์ยืนยันความถูกต้อง เป็นผลงานวิชาการได้

มหาวิทยาลัยอื่นๆที่สนใจจะเป็นสมาชิกเครือข่าย สามารถติดต่อไปที่ รศ.นพ.อภิชาติ ศิวยาธร ได้ โดยมีเงื่อนไขว่า (1) มหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกจะต้องกำหนด CKO ของมหาวิทยาลัย สำหรับดูแลระบบจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัยตนเอง และทำหน้าที่เป็นผู้แทนของมหาวิทยาลัยในการประชุมด้านการจัดการเครือข่าย (2) มหาวิทยาลัยต้องลงมือดำเนินการจัดการความรู้ภายในองค์กร และนำประสบการณ์มากแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสมาชิกของเครือข่าย (3) มหาวิทยาลัยต้องออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาร่วมกิจกรรมของเครือข่ายอื่นๆด้วยตนเอง และจะต้องจ่ายเงินค่าสมาชิกเครือข่าย สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการส่วนกลาง อัตราค่าสมาชิกนั้น จะมีการตกลงกันต่อ น่าจะอยู่ในระหว่าง 50,000 – 100,000 บาทต่อมหาวิทยาลัยต่อปี

เราหวังว่าการดำเนินการจัดการความรู้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัยในลักษณะ “ปฏิวัติวัฒนธรรม”