Monday, February 28, 2005

“บางส่วน...จากความทรงจำ และความรู้สึก”

ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด
สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

ผมจำได้ว่า...ผมเริ่มการสัมมนาโดยได้เกริ่นนำ เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่า การสัมมนาครั้งนี้ ไม่ใช่การบรรยาย หากแต่เป็นการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เป็นการปฏิบัติทั้งในระดับกลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่ เป็นการสัมมนาที่ไม่ได้เน้นแต่เนื้อหาด้านวิชาการ หากแต่ต้องการให้ทุกคนเห็นความสำคัญเกี่ยวกับการสร้างบรรยากาศ และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน เราเริ่มต้น Session แรกด้วยการแนะนำตัวแบบสบายๆ เน้นว่าไม่ต้องพยายามทำให้ดูดี เป็นการแนะนำทำความรู้จักกันในฐานะเพื่อนร่วมโลก ที่บังเอิญได้มีโอกาสได้มาเจอะเจอกัน มาทำงานร่วมกัน ผมดีใจที่ทุกคนทำตามกติกาโดยยอมถอดหัวโขน วางตำแหน่งต่างๆที่ได้รับการแต่งตั้ง อุปโลกน์ ไว้นอกห้องสัมมนา และหันมาให้ความสนใจกับเพื่อนในห้องในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง เราได้ร่วมกันทดลองใช้เทคนิค Dialogue ในการแนะนำตัวโดยเน้นให้ทุกคนพูดออกมาจากใจ พูดออกมาสดๆ เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องคิดแต่งเติมเสริมสร้างเพื่อให้ฟังแล้วดูดี ใครคาดหวังอะไรกับการมาในครั้งนี้ ก็ขอให้พูดออกมา ถึงแม้ว่า Session นี้จะใช้เวลามากกว่าที่ผมเตรียมไว้ แต่ผมก็คิดว่ามันช่าง “คุ้มค่า” และเป็นการ “ตั้งต้น” ที่เริ่มได้ดีทีเดียว

Session ต่อมา อาจจะเรียกว่าเป็นช่วงของการ “ตั้งหลัก” ก็ได้ เป็นช่วงเวลาที่วิทยากรอาจต้องพูดมากสักหน่อย เพราะเป็นการบรรยายเพื่อให้แนวคิด ให้หลักการด้าน KM แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา ผมเองยอมรับว่า “หวั่นไหว” หรืออาจจะเรียกว่า “หงุดหงิดใจ” อยู่บ้าง เมื่อได้ทราบว่าผู้เข้าร่วมสัมมนายังมาไม่ครบทุกคน ในหัวมีแต่คำถามว่า “แล้วพวกที่มาทีหลังไม่ได้ฟังแนวคิด ไม่ได้ฟังหลักการ จะตามทันไหม? จะเข้ากระบวนการที่วางไว้ได้ไหม? จะเป็นภาระให้กับคนในกลุ่มไหม? ...” ผมเริ่มรู้สึกว่าคำถามเหล่านี้แท้จริงแล้ว ไม่ได้ช่วยอะไรผมเลย มันไม่ได้นำผมไปหาคำตอบที่สร้างสรรใดๆเลย หรือว่าบางทีเป็นเพราะผมมีคำตอบอยู่ในใจของผมแล้ว....คำตอบที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆกับความหงุดหงิดใจว่า “ตรงนี้คงเป็นปัญหาอย่างแน่นอน!” ผมโชคดีที่ผมได้ยินเสียงความคิดนี้ และสามารถหยุดมันได้ทัน เพราะผมกำลังจะต้องบรรยาย...บรรยายหลักการที่สำคัญให้กับคนส่วนใหญ่ที่พร้อมรับฟังและนั่งอยู่ตรงนี้แล้ว ผมต้องตัดใจ เลิกคิดถึงคนที่ยังไม่มา...คนที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้าผมในขณะนี้ เมื่อผมสามารถเรียก “สติ” ให้กลับคืนมาได้ ผมก็สามารถใช้พลังแห่ง “ปัจจุบันขณะ” หลอมรวมตัวผมและผู้ฟังให้เป็นหนึ่งเดียว ทำให้การบรรยายไหลลื่น มีพลัง ดั่งที่หลายผู้ฟังหลายท่านรู้สึกได้

สำหรับช่วงเย็นของวันแรกนั้น ผมตั้งใจไว้ว่าจะไม่ได้ใส่อะไรที่เป็นเนื้อหาสาระเข้าไป เพราะเห็นว่าพวกเราจำเป็นต้องมี free time กันบ้างเพื่อสร้างความคุ้นเคยระหว่างกัน ดังนั้นหลังจากที่ทานอาหารเย็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เปิดให้เป็นช่วงของกิจกรรมสันทนาการที่ผสมผสานกับการร้องเพลงคาราโอเกะ ซึ่งถ้าไม่บอกแล้วหลายคนอาจจะคิดว่ากำลัง “เปิดแผ่น” เพราะทุกคนร้องได้ดีพอๆกับมืออาชีพเลยทีเดียว เสียดายที่หลายคนอยู่ร่วมงานได้ไม่นานนัก เนื่องจากในวันนี้บางคนต้องตื่นมาตั้งแต่ตีสี่เพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และเดินทางต่อมายังสถานที่ที่จัดสัมมนา เมื่อพูดถึงสถานที่ที่ใช้จัดสัมมนาในครั้งนี้ ผมเองมีความประทับใจค่อนข้างมาก เพราะเห็นว่ามีบรรยากาศที่เหมาะกับการทำ Workshop ทำนองนี้เป็นอย่างยิ่ง ห้องที่ใช้สามารถจัดได้ในหลายลักษณะ คือจัดเป็นกลุ่มย่อยก็ได้ จัดเป็นวงใหญ่เพื่อใช้ Dialogue ก็ได้ด้วย เรื่องความพร้อมของสถานที่และบรรยากาศนั้น ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ต้องถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการทำ Workshop ผมขอถือโอกาศนี้แสดงความชื่นชมเรื่องสถานที่ การเตรียมการ และทีมงาน (ทั้งด้านธุรการและงานโสตฯ) มาอีกครั้งหนึ่ง

ช่วงเช้าของวันที่สอง เป็นช่วงที่เราเริ่มเข้าสู่รูปแบบ Workshop อย่างแท้จริง เปิดประเดิมด้วย Session ที่เป็นการ “ตั้งเป้า” ซึ่งถ้าตาม KM โมเดลปลาทู ก็คือส่วน “หัวปลา” ซึ่งเป็นการกำหนดทิศทางและสร้าง “ตัวเดินเรื่อง” นั่นเอง ตอนที่เตรียมการ Session นี้ ผมเองก็ลังเลอยู่เหมือนกัน ตอนแรกคิดว่าจะตั้งเป้าหมายร่วมให้กับทุกกลุ่มเลย เช่น “ทำ KM เพื่อพัฒนาคุณภาพมหาวิทยาลัย” หรือ “ทำ KM เพื่อสร้างมหาวิทยาลัยให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้” หรือ ระบุเป็นเป้าหมายอื่นๆ ให้ใช้ร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การคิดองค์ประกอบหลัก (ปัจจัยที่จะนำสู่เป้าหมาย) รวมทั้งการสร้าง keywords ของเกณฑ์ในระดับต่างๆ ทั้ง 5 ระดับ ด้วย เรียกว่า เป็นการสร้าง “ตารางแห่งอิสรภาพ” ร่วมกันของคนในกลุ่ม แต่แล้วในที่สุดผมตัดสินใจว่าจะใช้ “ตารางเปล่า” คือ ให้แต่ละกลุ่มตั้งเป้าหมายเอาเองว่าจะนำ KM ไปใช้ทำอะไร? อะไรคือ “หัวปลา”? อะไรที่เป็น “Knowledge Vision” ของกลุ่ม ? การเปิดกว้างเช่นนี้ ข้อดีก็คือ ทำให้แต่ละกลุ่มสร้าง “ตัวเดินเรื่อง” ที่ค่อนข้างจะมีความแตกต่างและหลากหลาย บางกลุ่มกำหนดเป้าหมาย หรือ วิสัยทัศน์ KM ที่ค่อนข้างกว้างใหญ่ (ผมเรียกว่าเป็น “หัวปลาวาฬ”) ในขณะที่บางกลุ่มก็ระบุเป้าหมายในระดับที่เฉพาะเจาะจงลงไป (ผมขอเรียกว่า “หัวปลาซิว” ก็แล้วกัน) ซึ่งในแต่ละแบบก็มีจุดอ่อน จุดแข็ง ต่างกัน ตอนที่แต่ละกลุ่มนำเสนอ ผมก็พยายามกระตุ้นให้ผู้ฟังให้ความสนใจเป็นพิเศษในส่วนที่เห็นว่าไม่ตรงกับวิธีคิดของเขา เพราะมันอาจทำให้เขาได้พบอะไรใหม่ๆ ในความแตกต่างนั้นก็ได้

ช่วงบ่าย เป็น Session ที่ต้องการให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการแบ่งปันความรู้ หรือ Knowledge Sharing ผมเรียก Session นี้ว่าเป็นการ “ตั้งวง” ซึ่งก็ตรงกับส่วน “ตัวปลา” ในโมเดลปลาทู นั่นเอง ในช่วงนี้แต่ละกลุ่มต้อง share เรื่องเล่าที่เกี่ยวกับประเด็นสามประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรกเป็นเรื่องการใช้ความรู้เดินงาน ประเด็นที่สอง เป็นประสบการณ์การ share ความรู้ในองค์กร และประเด็นสุดท้าย เป็นการร่วมคิดเกี่ยวกับบทบาทของ “คุณอำนวย” ในแต่ละองค์กร ผมรู้สึกว่า Session นี้ดำเนินไปได้ด้วยดี มีความเป็นธรรมชาติพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตั้งวง Dialogue กัน ผมเห็นว่าการพูดมี “ความสด” มากขึ้นกว่าในวันแรก และสิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ผมรู้สึกว่าทุกคนตั้งใจฟังผู้พูดมากยิ่งขึ้น...ซึ่งสำหรับผมแล้วนี่คือความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว

ช่วงเย็น เป็น Session ที่เกี่ยวข้องกับส่วน “หางปลา” เป็นส่วนที่ผมมักจะพูดอยู่เสมอว่า ถ้าทำให้ดีจะมีพลังอย่างยิ่ง เปรียบได้กับปลาที่โบกสะบัดหาง แล้วทำให้มันแวกว่ายไปได้ไกลตามที่ใจปรารถนา ส่วนหางปลานี้จะไปเกี่ยวข้องกับสามเรื่องหลักๆ คือ 1. เรื่องการสร้างคลังความรู้ 2. เรื่องการพัฒนา CoPs (ซึ่งผมได้ idea จากการสัมมนาครั้งนี้ว่าน่าจะลองเรียกว่า “ก๊วนคุณกิจ” ดู ไม่รู้ว่าจะติดตลาดเหมือนคำว่า “คุณอำนวย” หรือไม่) และ 3. เรื่องการประยุกต์ใช้ ICT ผมเรียก Session นี้ว่าเป็น Session “ขยายวง สร้างองค์ความรู้” ใน Session นี้ นอกจากเราจะให้คนในกลุ่มผลัดกันเล่าประสบการณ์การสร้างคลังความรู้ การประยุกต์ใช้ ICT และการสร้างเครือข่ายขยายวงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แล้ว เรายังกำหนดให้แต่ละกลุ่มเขียนเรื่องเล่านี้ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรอีกด้วย โดยเน้นให้เห็นถึงพลังของเรื่องเล่า ว่ามันจะทำให้คนที่ฟัง (หรืออ่าน) เข้าใจในบริบทได้เป็นอย่างดี ใน Session นี้ ผมมีความรู้สึกว่ามีหลายคนยังสับสนอยู่พอสมควร อาจจะเป็นเพราะยังไม่กระจ่างว่าการสร้างคลังความรู้ คืออะไร บางกลุ่มก็ถกเถียงกัน เรื่องความแตกต่างระหว่างคลังความรู้ และ “ฐานข้อมูล” หรือแม้แต่ดึงเอา “ระบบสารสนเทศ” เข้าไปเปรียบเทียบด้วย ผมเองได้แต่คิดในใจว่า คงต้องปรับปรุงโจทย์ใน Session นี้ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไป ในค่ำวันนั้นเราจบ Session กันประมาณ 3 ทุ่ม ถึงแม้หลายคนจะดูอิดโรยไปบ้าง แต่ผมเชื่อว่าทุกคนก็ยังมีไฟ และมีใจพร้อมที่จะเรียนรู้ร่วมกันในวันรุ่งขึ้นต่อไป

ช่วงเช้าวันที่สามของ Workshop ผมพยายามกระตุ้นพลังผู้เข้าร่วมด้วยการเล่าเรื่อง แล้วลองให้ผู้เข้าร่วมได้ลองถอดประเด็น นอกจากนั้นยังได้เน้นให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้นเลย หากขาดซึ่ง “การกระทำ” หรือ “Action” โดยได้บรรยายเพิ่มเติมให้เห็นอีกด้วยว่า สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการกระทำ นั้นก็คือ “ความคิด"”และที่อยู่หลังความคิดก็คือ “กรอบความคิด (กระบวนทัศน์)” หรือ “ทิฏฐิ” หรือ “มุมมอง” นั่นเอง แล้วแต่จะเรียก โดยได้เล่าเรื่องมุมมองของผมที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ยกตัวอย่างเรื่องภรรยา) ให้ฟังเพื่อแสดงให้เห็นว่า การมองของเรามักจะถูก block อยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ได้เห็นสิ่งที่เรามองตามสภาพความเป็นจริง หลังจากนั้นแต่ละกลุ่มก็ได้นำเสนอคลังความรู้ที่ช่วยกันจัดทำไว้ในช่วงค่ำคืนก่อนให้ที่ประชุมฟัง หลัง break ผมได้ขอให้ทุกคนเขียนสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจ หรือไฟปรารถนา (Passion) ว่าเมื่อกลับไปยังหน่วยงานแล้วต้องการจะทำอะไร โดยขอให้เน้นสิ่งที่สามารถทำได้ทันที ไม่ต้องพึ่งพิงอิงผู้อื่น โดยให้ยึดหลักการที่ว่า “Think big, act small, begin now” และแล้วเราก็มาถึงช่วงสุดท้ายของ Workshop เป็นการปิดฉากด้วย Dialogue

ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของ Workshop นี้ ผมมีความเชื่อว่าคนเราทุกคนสามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลง สิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ได้ ขอเพียงแต่เรา “เข้าใจ” “ตั้งใจ” และพร้อมที่จะเริ่มต้นจากตัวเราก่อนเป็นลำดับแรก หลังจากนั้นหากเรา “พร้อมใจ” ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันเรียนรู้ ร่วมกันพัฒนา จนทำให้ออกมาในลักษณะที่เป็นเครือข่ายด้วยแล้ว ผมเชื่อว่า “เครือข่ายของการคิดดี ทำดี” นี้ จะมีพลังมาก จนไม่มีสิ่งใดจะต้านทานได้เป็นแน่.....ขอเพียงแต่พวกเราช่วยกันหมั่นเติมไฟ (passion) นี้ไว้ ไม่ให้มอดก็แล้วกัน....พวกเราต้องช่วยกัน “จุดไฟ ใส่ฟืน” เครือข่าย UKM ให้โชติช่วง ชัชวาลต่อไปนะครับ

0 Comments:

Post a Comment

<< Home