Monday, February 28, 2005

เรื่องเล่าที่โดนใจ: ประสบการณ์จากนัก Opensource ตัวจริง

รศ.ดร. ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา : ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ได้บอกถึงพลังของเรื่องเล่าว่า เรื่องเล่าที่ดีคือเรื่องเล่าที่เร้าใจ คือสามารถกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดแรงบันดาลใจ หรือเกิดการเรียนรู้ภายใน และในกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้น การเล่าถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลว เป็นการเรียนรู้ที่ดี และการบันทึกเรื่องเล่าจะเป็นคลังความรู้ที่สำคัญอย่างหนึ่ง
ในการสัมมนาเรื่องการจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 24-26 ธันวาคม 2547 ที่บ้านผู้หว่าน จังหวัดนครปฐมนั้น ดิฉันได้มีโอกาสฟังเรื่องเล่าที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ และได้เห็นถึงพลังของการฟังประสบการณ์จากตัวจริงเสียงจริงว่าเป็นประโยชน์อย่างไร
ดิฉันเป็นผู้บริหารใหม่ที่มีความต้องการอยู่ในใจที่จะทำให้เกิดการจัดการความรู้ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งดิฉันเป็นผู้อำนวยการอยู่ แต่ยังมองไม่เห็นวิธีการที่ง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน เป็นรูปธรรมที่จะนำมาปฏิบัติได้ เมื่อได้รับมอบหมายให้มาเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ ก็หวังว่าจะได้รับแนวคิดจากวิทยากรเพื่อนำมาปรับใช้ในสถาบันฯได้บ้าง แต่วิธีการของวิทยากรคือ ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ไม่ได้มาบอก ”วิธีการ” ของการจัดการความรู้ หากแต่บอกเล่าถึง “หลักการ” และใช้วิธีให้สมาชิกกลุ่มซึ่งมาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เล่าประสบการณ์ของตนเอง ตามหัวข้อที่วิทยากรกำหนด วิธีการนี้ทำให้แต่ละคนต้องคิดและเล่าเรื่องของตัวเอง หรือความคิดของตัวเองให้สมาชิกกลุ่มฟัง โดยหลักการหนึ่งที่วิทยากรให้เราปฏิบัติคือการ “ฟังอย่างตั้งใจ” และ “แขวนลอย” สิ่งที่ไม่เห็นด้วย เมื่อฟังเรื่องหรือความคิดของคนอื่น และหาความคิดร่วมของกลุ่ม
สมาชิกกลุ่มของดิฉันมาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งแต่ละคนมีประสบการณ์ดีๆมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งทำให้ดิฉันได้มุมมอง และวิธีการจัดการความรู้รูปแบบต่างๆที่น่าสนใจมากมาย แต่มีกรณีหนึ่งที่ดิฉันรู้สึกว่ามีพลังสำหรับดิฉันมากเป็นพิเศษ คือการจัดการความรู้ของคุณวิภัทร ศรุติพรหม วิศวกรชำนาญการ 8 จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ในวันที่สองของการสัมมนาซึ่งวิทยากรมอบหมายให้แต่ละกลุ่มคิดเป้าหมายของการจัดการความรู้ว่าทำไปเพื่ออะไร หรือคือส่วนที่เป็นหัวปลาในทฤษฎีปลาทูของอาจารย์ประพันธ์ แต่ละคนก็แสดงความคิดเห็นของตัวเองว่าอยากจะจัดการความรู้ไปเพื่ออะไร แต่คุณวิภัทรบอกว่า “ผมไม่รู้ว่าต้องการอะไร ผมบอกได้แต่ว่าผมทำอะไรบ้าง” เมื่อคุณวิภัทรเริ่มเล่า เราทุกคนในกลุ่มก็ตกลงร่วมกันโดยฉันทามติแบบรู้กันโดยไม่ต้องมีการลงคะแนนว่านี่คือเรื่องที่กลุ่มจะนำเสนอให้ที่ประชุมฟัง
เรื่องของคุณวิภัทรคือการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้ opensource หรือโปรแกรมสำเร็จรูปที่ให้ใช้ได้ฟรี โดยเริ่มจากความสนใจส่วนตัวที่ต้องการให้การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปฟรีแพร่หลายมากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับคนที่ไม่สามารถซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปราคาแพงเช่น Microsoft ได้ และคุณวิภัทรกลัวว่าความรู้เรื่องการใช้โปรแกรมนี้จะสูญไป จึงได้จัดทำเนื้อหาของวิธีการใช้โปรแกรม Linux ขึ้น เน้นเนื้อหาให้ใช้ได้ง่าย และทำ website เผยแพร่ โดยคุณวิภัทรเป็นผู้ดูแล website ด้วยตนเอง และได้ชักชวนคนที่สนใจ 4-5 คน มาประชุมร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อมูลต่อกัน จนกระทั่งต่อมาได้ชักชวนภาคีจากมหาวิทยาลัยอื่นๆที่สนใจเรื่องเดียวกันตั้งเป็นสมาพันธ์ opensource แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นการรวมตัวกันแบบหลวมๆ ไม่ได้มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการมากนัก แต่พลังของสมาพันธ์ซึ่งถึงแม้จะรวมตัวกันหลวมๆก็มีมากพอที่จะทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft สะเทือนได้อย่างไม่รู้ตัวนัก
เมื่อรัฐบาลไทยมีนโยบายคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร และจำเป็นต้องซื้อโปรแกรม Microsoft ราคาประมาณ 30,000 บาทต่อเครื่อง รัฐบาลจึงได้พยายามต่อรองราคาให้ลดเหลือ 3,000 บาทเพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์ได้ทั่วถึงขึ้น บริษัทได้ปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าจำเป็นต้องรักษาระดับราคาสากลไว้ให้เท่ากันทั่วโลก คุณวิภัทรบอกว่า ณ ขณะนั้นข้อมูลเรื่องการใช้ Linux ของสมาพันธ์ฯมีพร้อมอยู่แล้ว จึงเสนอให้ใช้โปรแกรมฟรีแทนการเสียเงินให้บริษัท Microsoft เมื่อรัฐบาลเห็นดีด้วยและมีนโยบายใช้ Linux กับคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร บริษัท Microsoft ได้ติดต่อยอมลดราคาให้เหลือเพียง 1,450 บาท จากที่ไม่ยอมลดให้ในตอนแรก ทำให้เห็นว่าการที่มีทางเลือกในการใช้โปรแกรมสำเร็จรูป มีอำนาจต่อรองได้อย่างไม่น่าเชื่อ จากจุดนี้ยิ่งทำให้คุณวิภัทรมีกำลังใจที่จะเดินหน้าต่อไป ขณะนี้คุณวิภัทรได้ตั้งชมรม Opensource ขึ้นในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีสมาชิกประมาณ 100 คนแล้ว และมีการจัดสัมมนาทุกเดือนเพื่อให้ข้อมูลความรู้ทันสมัยอยู่เสมอ
หลักการในการทำงานของคุณวิภัทรเพื่อให้คนอยากใช้ Linux คือต้องให้ทำง่าย ข้อมูลต้องทันสมัย และทุกคำถามมีคำตอบ ซึ่งหมายถึงว่าเมื่อใครมีปัญหาในการใช้ สามารถจะ email มาถามคุณวิภัทรได้ตลอดเวลา และคุณวิภัทรจะพยายามหาคำตอบให้ทุกคำถาม ถ้าหากตอบเองไม่ได้ ก็จะหาคนที่สามารถตอบได้มาให้
จากเรื่องเล่าเรื่องนี้ทำให้ดิฉันได้มองเห็นความมุ่งมั่น ความเสียสละ และการทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมของคุณวิภัทร ได้เห็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ที่ทำได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากกลุ่มผู้สนใจก่อน แล้วค่อยขยายวงกว้างออกไป ใช้สิ่งจูงใจให้คนสนใจใช้ Linux เช่นให้นักศึกษาพิมพ์งานได้ฟรี 20 หน้าต่อเดือนต่อคน หากใช้ Linux เป็นต้น ตั้งก๊วนกาแฟในที่ทำงานตอนบ่ายสามทุกวัน เพื่อให้มีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างไม่เป็นทางการ สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างเกิดได้ในทุกที่ ดิฉันจึงได้เห็นว่าการจัดการความรู้ ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบที่หรูหราอลังการ รูปแบบที่เรียบง่ายก็สามารถจัดการความรู้ได้อย่างมีพลังไม่แพ้กัน
ดิฉันได้รับแรงบันดาลใจจากคุณวิภัทรมาก และคิดว่าเมื่อกลับจากสัมมนาในครั้งนี้ จะนำรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งไปสร้างให้เกิดขึ้นในสถาบันฯบ้าง และหากมีปัญหา ก็คงจะได้คุณวิภัทรเป็นที่ปรึกษา ซึ่งดิฉันมั่นใจว่าจะได้รับคำแนะนำที่ดีตามนโยบายของคุณวิภัทรที่ว่า “ทุกคำถามมีคำตอบ”

0 Comments:

Post a Comment

<< Home