Monday, February 28, 2005

Passion Plan

ธวัช หมัดเต๊ะ : สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

ช่วงท้ายของการสัมมนาเครือข่ายการจัดการความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย (UKM) “แผนแห่งแรงฉันทะ” (Passion Plan) ของสมาชิกเครือข่ายแต่ละท่านได้ถูกเรียบเรียงขึ้น โดยไร้กรอบกติตา ไร้กฎเกณฑ์อย่างแผนงานทั่วๆไป แต่เป็นแผนในใจของที่แต่ละท่านต่างแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะนำสิ่งที่ได้จากการสัมมนาติดไม้ติดมือกลับไปขยายผลยังมหาวิทยาลัยที่ตนสังกัด แน่นอนครับสิ่งมุ่งมั่นดีๆ เหล่านี้ ไม่มีใครบังคับว่าจะต้องทำให้เกิดขึ้นจริง หรือต้องทำอย่างไร และอีกเช่นกันคงไม่มีใครคาดหวังว่าทุกๆ แผนแห่งแรงฉันทะเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงในทันทีทันใดหลังจากการสัมมนาเสร็จสิ้น การจัดการความรู้นั้น จะไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด หากมองเพียงว่าได้ทำไปเพื่อที่จะได้ชื่อว่า องค์กรของตนนั้นได้ทำ KM แล้ว ตรงกันข้าม KM ที่ดี ที่ปรากฏเป็นประจักษ์ให้เราได้เห็นมาบ้างแล้วนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มต้นจากวงเล็กๆ เริ่มจากคนที่มีใจมุ่งมั่นคล้ายๆกันเพียงไม่กี่คน แต่แรงแห่งฉันทะหาได้เล็กเท่ากับจำนวนของคนที่ร่วมมือร่วมใจกันไม่ อีกทั้งเพียรทำเป็นระยะเวลาหนึ่งและมีการเรียนรู้ต่อยอดอย่างไม่หยุดยั้งจนกระทั่งคนรอบข้างรู้สึกถึงพลังเหล่านั้น เกิดการยอมรับขยายวงใหญ่ขึ้น และแพร่กระจายไปทั่วทั้งองค์กร หรือชุมชนในบริเวณนั้น
อุปสรรคประการหนึ่งของการจัดการความรู้ในองค์กรที่พบเห็นบ่อยมาก คือ การที่คนในองค์กรเข้าใจว่า การทำ KM นั้นจะต้องเข้าใจเจ้าตัว KM เป็นอย่างดีเสียก่อนจึงจะเริ่มต้นได้ มองว่าเจ้าตัว KM นั้นต้องมีรูปแบบ กฎเกณฑ์ หรือมีหน้าตาที่ตายตัว (fix figure) เป็นสูตรสำเร็จเหมือนๆกัน นำมาใช้ได้กับทุกที่ทุกเวลาทุกสถานการณ์ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีองค์กรใด หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยใดที่จะมีบริบท (context) ที่เหมือนกันเลย ดังนั้นจำเป็นต้องทำความเข้าใจบริบทของตน หรือเรียนรู้จริตของคนในองค์กรให้ลึกซึ้งเสียก่อน และเมื่อนั้นหล่ะจะพบคำตอบสุดท้ายว่ารูปแบบของ KM ควรจะเป็นเช่นไร หากย้อนไปคงจำ “ถุงกอล์ฟ” ของอาจารย์ประพนธ์กันได้นะครับ หากเจอสภาพสนามที่ต่างกัน ก็คงต้องเลือกไม้ที่ต่างกัน หากออกรอบมากเท่าไรความรู้เชิงปฏิบัติก็จะเกิดขึ้นมากเท่านั้น แต่มีข้อแม้ว่านักกอล์ฟคนนั้นจะต้องเป็นคนที่เรียนรู้อยู่เสมอนะครับ
เกริ่นอารัมภบทเสียยืดยาว วกกลับมาที่ Passion Plan ของสมาชิกเครือข่าย UKM เสียที เนื่องด้วย passion plan ที่รวบรวมได้นั้นค่อนข้างเยอะครับ จึงจำเป็นต้องย่อยให้สั้นลง พอเห็นเป็นสังเขป แต่ต้นฉบับดั้งเดิมนั้นได้ส่งให้กับสมาชิกเครือข่าย UKM ทุกท่านเช่นกันครับ หากท่านใดต้องการอ่านต้นฉบับเดิมติดต่อขอได้ที่สมาชิก UKM ที่เข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้ได้ครับ เอาหล่ะครับลองมาดูกันว่า แต่ละมหาวิทยาลัยมี passion plan อย่างไรกันบ้าง
เริ่มกันที่ มหาวิทยาลัยนเรศวร ถึงขณะนี้แผนงานที่จะปั้น CKO (Chief Knowledge Officer) และ ”คุณอำนวย” (Knowledge Facilitator) ขึ้นมาจำนวนหนึ่งและตั้งใจว่าจะขยายจำนวนออกไปอีกให้ครบทุกคณะ ทุกส่วนงาน ค้นหา best practice ภายในมหาวิทยาลัย และทำการ benchmark ระหว่างคณะ หรือหน่วยงานต่างๆภายในกันเอง โดยใช้เครื่องมือตารางแห่งอิสรภาพ และธารปัญญา และให้น้ำหนักไปที่ การพัฒนาคุณภาพงาน บางท่านวางแผนคร่าวๆ ว่าจะขยายแนวคิดโดยสร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างหัวหน้างานอย่างเป็นทางการทั้งภายในและข้ามคณะ โดยใช้เรื่องเล่าความสำเร็จเป็นตัวเดินเรื่อง ในขณะที่บางสาขาอาชีพ เช่น วิชาชีพรังสีเทคนิค มีแผนที่จะสร้างเครือข่ายในเขตภาคเหนือตอนล่าง โดยใช้เวทีการประชุมวิชาการเป็นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือบางท่านแสดงแรงปรารถนาที่จะนำ KM ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน เกิดการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยและจากทั้งชุมชน บางท่านคาดว่าจะไปจัดระเบียบองค์ความรู้ของตนที่มีอยู่ก่อนแล้วเป็นการเบื้องต้น เพื่อให้เข้าถึงได้ง่าย สะดวก และทุกคนเข้าถึงได้ บางท่านเกิดแนวความคิดที่จะสร้างเวที “เสวนาวิชาการเที่ยงวัน” ให้ผู้แทนแต่ละคณะได้มาพบปะรับประทานอาหารร่วมกัน นำเรื่องเล่าที่ประสบความสำเร็จมาเล่าสู่กันฟัง และรวบรวมเป็นคลังความรู้ให้อยู่ในรูปแบบเอกสารเผยแพร่ในเครื่องมือ ICT ต่อไป บางท่านก็จะเริ่มด้วยวงเล็กๆ ภายในแผนกของตน โดยเล่าเรื่องราวของการสัมมนาครั้งนี้ แล้วค่อยๆขยายไปยังการทำคลังความรู้การประกันคุณภาพของภาควิชาต่างๆ
มาดูที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กันบ้าง เรื่องเล่า เร้าพลัง ดูเหมือนจะเป็นเครื่องมือที่หลายท่านคาดว่าจะนำไปใช้ผ่านกระบวนการเวทีต่างๆ เช่น คณะใดที่มีผลงานเยี่ยม (best practice) หรือในวงเล็กๆ ของแผนกหนึ่งแผนกใด สร้างโอกาสให้ได้มาเล่าเรื่องที่ประสบความสำเร็จแลกเปลี่ยนข้ามสายงาน และจะทำเป็นประจำจนกลายเป็นวัฒนธรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใน จะเสริมแรงจูงใจเป็นขวัญกำลังใจให้แก่คนทำงานด้วยการมอบรางวัล ส่วนเรื่องเล่าที่นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้คาดว่าจะจัดทำเป็นคลังความรู้เผยแพร่ในระบบ ICT ต่อไป และจะมีการผลักดันเรื่องเล่านี้ให้ถึงระดับคณบดีหรือผู้บริหารของมหาวิทยาลัย เพื่อออกนโยบายที่เอื้อต่อการจัดการความรู้ให้เกิดในทุกระดับ
ส่วน มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นแม่งานครั้งนี้ ก็มีแผนเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับคณะไปจนถึงหน่วยงานย่อย จัดเก็บข้อมูลให้เป็นระบบในรูปแบบ E-File ปรับแผนกลยุทธ์ของคณะให้สอดคล้องกับรูปแบบ KM มากยิ่งขึ้น จัดประชาคมมหิดลเรื่อง “นโยบายพัฒนาคุณภาพและการจัดการความรู้” ขยายวง KM โดยจัด workshop ทั้ง track A และ B สร้าง Knowledge Asset ของการพัฒนาคุณภาพมหาวิทยาลัย โน้มน้าวผู้บริหาร ตลอดไปจนถึงขยายไปยังการเรียนการสอนให้แก่นิสิตนักศึกษา
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งมีสมาชิกบางเป็นท่านคู่แข่ง “คุณอำนวย” ในวงสัมมนา KM เรียกกันติดปากว่า “คุณจุ๊น” มีแผนที่จะทำ KM ในหลากหลายระดับ ภายในมหาวิทยาลัยเอง เชื่อมโยงในระดับข้ามมหาวิทยาลัย อีกทั้งเชื่อมโยงกับงานนอกมหาวิทยาลัยอีกด้วย โดยจะจัดตั้งทีมงานรับผิดชอบในระดับต่างๆ โดยเฉพาะ”โครงการบูรณาการบริการวิชาการทางสังคม” คาดว่าจะกลับไปขัดสีฉวีวรรณตัวเองให้เกิดการบูรณาการความรู้จริงๆ เสียที ทั้งยังมีแผนที่จะปรับ KM เข้ากับกิจกรรมการเรียนการสอนของแต่ละคณะอีกด้วย
ขยับไปอีกประมาณ 70 กิโลเมตรจากขอนแก่น ก็จะเป็น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม น้องใหม่ไฟแรง ไม่แพ้มหาวิทยาลัยพี่ๆ ทั้งหลาย คาดว่าจะนำกระบวนการ KM ไปใช้กับการพัฒนาคุณของการเรียน การสอนในมหาวิทยาลัย จัดทำ Knowledge Asset ให้เป็นระบบมากขึ้น ทั้งยังคาดว่าจะนำไปพัฒนาคุณภาพการทำงานของบุคลากรในมหาวิทยาลัย จัดทำ ICT Clinic เผยแพร่สู่สาธารณะ สร้าง “ตักศิลาในเมืองไทย” เป็นเวทีสาธารณะให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงคลังความรู้ที่รวบรวมภูมิปัญญาของปราชญ์ในเมืองไทย นำ dialogue ไปใช้เดินเรื่องวิเคราะห์ตนเอง พัฒนาทีมงานให้เป็นบุคคลเรียนรู้มากขึ้น ครอบคลุมไปถึงนิสิต นักศึกษา ฝึกให้มี “การฟังแบบใหม่” เข้าใจคนอื่นมากขึ้น และอยากนำไปทดลองทำกับชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นชุมชนแห่งการเกื้อกูลความรู้มากขึ้น
เห็นได้ว่ามีประกาย idea พรั่งพรูออกมามากมายหลังจากการสัมมนา แต่การนำไปทำให้เกิดเป็นจริงขึ้นมานั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อสมาชิกเครือข่ายทุกคน ครานี้เอง เครือข่าย UKM จะพิสูจน์ให้รู้ว่า หมู่หรือจ่า ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพลังแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างมหาวิทยาลัยกันเอง ประหนึ่งราว Auto-Lube ที่ช่วยลดแรงเสียดทานของการทำงานตามลำพังอย่างเดิม อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีสมาชิกเครือข่ายคอยเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน เรียนรู้ร่วมกัน สานฝันต่อยอด ทอดสะพานสู่ “มหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้”

หมายเหตุ : บทความฉบับนี้ได้เรียบเรียงขึ้นจากข้อความบางส่วนของสมาชิก UKM เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547

1 Comments:

At 6:08 PM, Anonymous Anonymous said...

WIld Enthusiasm,

Put a score on the board,

Keep the lead,

Low energy ...

Game over.

 

Post a Comment

<< Home