Tuesday, March 22, 2005

การจัดการความรู้กับซึนามิ

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อนุชาติ พวงสำลี
คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา


ในโอกาสที่ได้มีการลงนามความร่วมมือด้านการจัดการความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย ๕ แห่ง และสถาบันการจัดการความรู้เพื่อสังคม(สคส.) และได้จัดให้มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ "การจัดการความรู้" ขึ้นในระหว่างวันที่ ๒๔-๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ นั้น ผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับมอบหมายจากคุณหมอวิจารณ์ พานิช ให้ช่วยเขียนบทความ สั้น ๆ เพื่อสะท้อนมุมมองและแง่คิดการการเข้าร่วมสัมมนาดังกล่าว
แต่เดิมได้วางแนวทางเอาไว้ว่าจะเขียนถึงกระบวนการและข้อสังเกตจากความรู้ที่ได้รับอย่างมากมายในการเข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้ เพราะถือว่าเป็นการสัมมนาที่สามารถช่วยเปิดโลกทัศน์และมุมมองให้กับผู้เขียนเป็นอย่างมาก วิทยากร กระบวนการทั้ง ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด และคุณหมอวิจารณ์ พานิช เองนั้น นับว่ามีความสามารถและทุ่มเทให้กับการสัมมนาในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับเพื่อน ๆ นักวิชาการและผู้บริหารของงมหาวิทยาลัย ทั้ง 5 แห่งที่เข้าร่วมการสัมมนาก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความความสามารถ และช่วยกันทำให้การสัมมนาครั้งนี้ เต็มไปด้วยความมีชีวิตีชีวาและเสริมการเรียนรู้ร่วม กันได้เป็นอย่างมาก
แต่พอการสัมมนาสิ้นสุดลง ก็กลับได้รับข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับ ๖ จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยและอีกหลายประเทศในภูมิภาค อันเกิดจากคลื่นยักษ์สึนามิที่คร่าชีวิตผู้คน และความบาดเจ็บนับเป็นจำนวนหลายแสนคน ผู้เขียนเองมิได้เข้าไปเกี่ยวข้องในส่วนที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหลาย แต่ทว่าผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิในครั้งนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ทางทางธรรมชาติที่คาดว่าจะส่งผล ต่อระบบนิเวศทั้งในทะเล ระบบนิเวศชายฝั่ง และระบบนิเวศ น้ำจีดอย่างมากมาย ดังนั้น ผลกระทบและแนวทางการฟื้นฟูทั้งใน ระยะสั้น กลาง และระยะยาวจึงเป็นสิ่งที่ผู้เขียนเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยจัดให้มีการหารือกันในหมู่นักวิชาการ นักศึกษาของคณะ ตลอดจนการประสานงานร่วมกับสถาบันการศึกษา และหน่วยราชการต่างๆเพื่อประสานการทำงานร่วมกันต่อไป

การบ้านที่ได้รับมอบหมายจากคุณหมอวิจารณ์ จึงเริ่มถูกหักเหจากความตั้งใจเดิมมาเป็นการเชื่อมโยงเรื่องการจัดการความรู้กับนึนามิแทน
ทำไม
นอกจากความเร่งด่วนของสถานการณ์และผลกระทบที่มีความกว้างขวางอย่างมากนั้น ผู้เขียน (ในฐานะนักเรียนน้อยของ ดร.ประพนธ์) ก็ได้ฉุกคิดว่า แนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศ จากผลกระทบของคลื่นยักษ์สึนามิ นั้น จะดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูแบบที่ใช้วิธีคิดแบบเดิม ๆ วิธีการแบบเดิมๆ ที่มี ีปัญหาก็เฮละโล เข้าไปช่วยเหลือกันอย่างสุดเหวี่ยง ตามนิสัยจิตใจดีของคนไทยอย่างที่ผ่านๆกันทุกคราว ที่เรามีภัยพิบัติ แต่พอหลังจากนั้นอีกไม่นานก็กลับเข้าสู่ภาวะเดิมๆ อีกทุกครั้ง จนหลายคนบอกว่า คนไทยลืมง่าย ซึ่งก็แปลได้อีกอย่างหนึ่ง ว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ขาดการเรียนรู้หรือการจัดการความรู้นั่นเอง..ใช่หรือไม่ ดังนั้นผู้เขียนจึงเริ่มเห็นว่าคงเป็นความจำเป็นที่จะต้องอาศัย "กระบวนการจัดการความรู้" เข้ามาเป็น "หนทาง" หรือ "แนวทาง"ที่สำคัญใน การทำงานฟื้นฟูระบบนิเวศจากผลกระทบของคลื่นยักษ์สึนามิในโอกาสนี้
การนำเสนอต่อไปนี้ จึงนับเป็นบททดลองทางความคิดที่อยากจะชักชวนให้ผู้รู้ทั้งหลายได้ช่วยกันมาเติมเต็มอย่างน้อยก็เพิ่อให้ชุมชนทางวิชาการของพวกเรามีทางเลือกได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเก่าอีกเล็กน้อย
"หัวใจ หรือหลักการสำคัญ" ของ "การจัดการความรู้" ที่ได้เรียนรู้มาและตีความเอาเองนั้น ประกอบด้วยอย่างน้อย 2-3 ประการ อาทิ เป้าหมายหรือทิศทางที่แจ่มชัดร่วมกัน กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง (โดยมีผู้เอื้ออำนวยประสานงานที่ดี) และการพัฒนาคลังความรู้ ตลอดจนเครือข่าย
ทีนี้ เราจะนำเอา "หัวใจ" ของการจัดการความรู้นี้ มาประยุกต์ใช้กับกระยวนการฟื้นฟูระบบนิเวศจากผลกระทบของคลื่นยักษ์สึนามิในครั้งนี้ได้อย่างไร
เป้าหมายหรือทิศทางที่แจ่มชัดร่วมกัน เพียงระยะเวลาไม่กี่วันนับจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เริ่มมีกระแสที่อยากจะรีบฟื้นฟูให้สภาพชายหาดและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆได้กลับสภาพมาดังเดิมทั้งจากภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องทางภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการทั้งหลายความได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แต่การเร่งฟื้นฟู"ธุรกิจแหล่งท่องเที่ยว"เช่นเดิมๆทั้งรูปแบบและเนื้อหานั้น จะคือคำตอบในระยะยาวหรือไม่นั้น ยังคงเป็นคำถามที่ต้องช่วยกันขบคิดอีกมาก จากมุมมองทางด้านนิเวศวิทยา เห็นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มีมากมาย เพราะที่ผ่านมาเราได้ใช ้และ "ข่มเหง" ธรรมชาติกันอย่างไม่บันยะบันยัง เราบุกรุกชายหาด ทะเล อย่างเกินกำลังขีดความสามารถของธรรมชาติที่จะรองรับไว้ได้ หากเราไม่ปลูกสร้างสิ่งก่อสร้าง ิรุกล้ำไปอย่างมากมาย และปล่อย ให้ผู้คนเข้าไป "เสพ" ทรัพยากรธรรมชาติกันอย่างไม่มีขีดจำกัด ความเสียหายก็อาจจะบรรเทากว่านี้
ตรงนี้ จึงเป็นคำถามต่อกระบวนการพัฒนาฟื้นฟูที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า เป้าหมายคืออะไร หากเป้าหมายคือเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและ เราก็คงจะมีวิธีการในกาจัดการความรู้แบบหนึ่ง แต่หากเราลองทบทวนเป้าหมายดังกล่าวและเติมเต็มในเรื่องข้อจำกัดทางธรรมชาติ การเรียนรู้ และอยู่ร่วมกับ ธรรมชาติอย่างนอบน้อม กระบวนการและการจัดการความรู้ก็คงต้องเปลี่ยนไปด้วย องค์ประกอบหรือปัจจัยที่จะบ่งบอกถึงความสำเร็จ หรือความยั่งยืนใน ระยะยาวก็คงจะต้องสะท้อน ในเรื่องนี้อย่างชัดเจน
กระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้ เรื่องนี้ก็นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การที่ประเทศไทยขาดระบบการเตือนภัยที่ดีนั้น อาจเกิดจากเหตุผล ๒ ประการ กล่าวคือเรื่องนี้เป็นเรื่องยากและใหม่เกินกว่าความรู้ของคนไทยหรืออาจเป็นเพราะสังคมไทยไม่อยากเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ผู้เขียนเห็นว่า เหตุผล อย่างหลังนั้น มีส่วนถูกอยู่ไม่น้อย เพราะแม้ว่าการเกิดคลื่นสึนามิในครั้งนี้นั้น นับเป็นครั้งแรกที่เกิดในประเทศไทย แต่ก็มิได้ไม่เคยเกิดที่อื่นใดมาก่อน เราน่าจะมีชุดความรู้อย่างมากมายในที่อื่นๆทั้งในเชิงการป้องกันและหลีกเลี่ยงผลกระทบที่รุนแรง
อีกประเด็นสำคัญที่เราเห็นในเรื่องของกระทวนการเรียรู้ในครั้งนี้คือ กระบวนการจัดการภัยพิบัติ นั้นคือ การจัดการภายหลังจากที่ภัยพิบัติได้เกิดขึ้น ้หากจะว่าไปประเทศไทยก็ได้เคยประสบกับภัยพิบัติขนาดไม่ใหญ่เท่าครั้งนี้มาพอสมควร เช่นที่ กระทูน น้ำก้อ และอื่นๆ คำถามคือ เราได้สร้างและเกิด กระบวนการเรียนรู้ในเชิงการจัดการในเรื่องนี้ในสังคมไทย มากน้อย เพียงใด ตรงนี้คงเป็นคำถามทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติไปพร้อมๆกัน
การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง ประเด็นนี้คงมิใช่แค่เรื่องของการร่วมด้วยช่วยกันและความเอื้ออาทรต่อผู้ประสบภัยเฉพาะหน้าเท่านั้น ซึ่งก็ ็เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าสังคมไทยของเรามี "ทุนทางสังคม" ในเรื่องนี้มากจริงๆ แต่ทุนทางสังคมนี้จะสามารถยกระดับไปสู่การสร้างจิตสำนึกที่ใหญ่ขึ้นอีกได้อย่างไร การสร้างจิตใจอาสาสมัคร สร้างให้เป็นวัฒนธรรมของสังคมได้อย่างไรที่เราจะยกย่องเชิดชูการทำงานเสียสละและเพื่อส่วนรวม
ในประเด็นการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องในการฟื้นฟูระบบนิเวศครั้งนี้ คงจะเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมากที่จะทำอย่างไรให้ผู้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย ได้มาเรียนรู้ร่วมกันบนเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน และไม่ต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ในกับดักทางเศรษฐกิจและความโลภเช่นเดิมๆอีกต่อไป หากบทบาทของ "คุณอำนวย" จะมีความหมายในกระบวนการเรียนรู้ในโอกาสนี้ ผู้เขียนคิดว่า "นักวิชาการ" และ "สถาบันการศึกษา" น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดของสังคม ขณะนี้ที่จะให้เกิดการดึง "ความรู้เบื้องลึก"(tacit knowledge) มาเรียนรู้แลกเปลี่ยนเป็นภูมิปัญญาชุมชนในการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ อย่างประสานสอดคล้อง ู่และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่าง "มีสติ" ต่อไป
การพัฒนาคลังความรู้ตลอดจนเครือข่ายการเรียนรู้ แม้จะเชื่อกันว่าคลื่นยักษ์สึนามิจะไม่กลับมาอีกในเวลานับสิบปี แต่การจัดการภัยพิบัติยังจะคงเป็นประเด็น สำคัญในสังคมไทยไปอีกยาวนาน การใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสในครั้งนี้คือการสร้างคลังความรู้และเครือข่ายการเรียนรู้ให้กว้างขวางในสังคมไทย ให้เข้าไปสู่กระบวนเข้าไปสู่กระบวนการเรียนรู้และการศึกษาในทุกระดับ และทั้งนี้ จะต้องเป็นความรู้ที่จะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง (actiobable knowledge) ดังข้อชี้แนะ ของคุณหมอวิจารณ์ที่กล่าวในที่จะชุมสัมมนาในครั้งนี้
ข้อคิดเห็นดังกล่าวข้างต้น เป็นเพียงความพยายามบางส่วนที่จะช่วยกันเติมเต็มในการประยุกต์ใช้ "การจัดการความรู้" ให้เป็นประโยชน์กับสังคมไทย ให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ใช้ทั้งความรู้และปัญญาอย่างมีสติ และขอจบบทความลงอย่างห้วนๆตรงนี้เลย

1 Comments:

At 6:14 PM, Blogger seksan said...

kslert

 

Post a Comment

<< Home